วันพฤหัสบดีที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

อารยธรรมจีน

อารยธรรมจีน ประเทศจีนเป็นประเทศที่มีอารยธรรมยาวนานที่สุดประเทศหนึ่ง โดยหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ สามารถค้นคว้าได้บ่งชี้ว่าอารยธรรมจีนมีอายุถึง 5,000 ปี รากฐานที่สำคัญของอารยธรรมจีนคือ การสร้างระบบภาษาเขียน และการพัฒนาแนวคิดลัทธิขงจื๊อ เมื่อประมาณ ศตวรรษที่ 2 ก่อน ค.ศ. ประวัติศาสตร์จีนมีทั้งช่วงที่เป็นปึกแผ่นและแตกเป็นหลายอาณาจักรสลับกันไป ในบางครั้งก็ถูกปกครองโดยชนชาติอื่น วัฒนธรรมของจีนมีอิทธิพลอย่างสูงต่อชาติอื่นๆ ในทวีปเอเชีย ซึ่งถ่ายทอดไปทั้งการอพยพ การค้า และการยึดครอง
อารยธรรมจีนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ มีแหล่งอารยธรรมที่สำคัญ 2 แหล่ง คือ
• ลุ่มแม่น้ำฮวงโห พบความเจริญที่เรียกว่า วัฒนธรรมหยางเชา ( Yang Shao Culture ) พบหลักฐานที่เป็นเครื่องปั้นดินเผามีลักษณะสำคัญคือ เครื่องปั้นดินเผาเป็นลายเขียนสี มักเป็นลายเรขาคณิต พืช นก สัตว์ต่างๆ และพบใบหน้ามนุษย์ สีที่ใช้เป็นสีดำหรือสีม่วงเข้ม นอกจากนี้ยังมีการพิมพ์ลายหรือขูดสลักลายเป็นรูปลายจักสาน ลายเชือกทาบ
• ลุ่มน้ำแยงซี ( Yangtze ) บริเวณมณฑลชานตุงพบ วัฒนธรรมหลงซาน ( Lung Shan Culture ) พบหลักฐานที่เป็นเครื่องปั้นดินเผามีลักษณะสำคัญคือ เครื่องปั้นดินเผามีเนื้อละเอียดสีดำขัดมันเงา คุณภาพดีเนื้อบางและแกร่ง เป็นภาชนะ 3 ขา
สมัยประวัติศาสตร์ของจีนแบ่งได้ 4 ยุค
• ประวัติศาสตร์สมัยโบราณ เริ่มตั้งแต่สมัยราชวงศ์ชาง สิ้นสุดสมัยราชวงศ์โจว
• ประวัติศาสตร์สมัยจักรวรรดิ เริ่มตั้งแต่สมัยราชวงศ์จิ๋น จนถึงปลายราชวงศ์ชิงหรือเช็ง
• ประวัติศาสตร์สมัยใหม่ เริ่มปลายราชวงศ์เช็งจนถึงการปฏิวัติเข้าสู่ระบอบสังคมนิยม
• ประวัติศาสตร์ร่วมสมัย เริ่มตั้งแต่จีนปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองเข้าสู่ระบอบสังคมนิยมหรือคอมมิวนิสต์จนถึงปัจจุบัน
อารยธรรมจีนในสมัยราชวงศ์ต่างๆ มีดังนี้
• ราชวงศ์ชาง เป็นราชวงศ์แรกของจีน
 มีการปกครองแบบนครรัฐ
 มีการประดิษฐ์ตัวอักษรขึ้นใช้เป็นครั้งแรก พบจารึกบนกระดองเต่า และกระดูกวัว เรื่องที่จารึกส่วนใหญ่เป็นการทำนายโชคชะตาจึงเรียกว่า “กระดูกเสี่ยงทาย”
 มีความเชื่อเรื่องการบูชาบรรพบุรุษ
• ราชวงศ์โจว
 แนวความคิดด้านการปกครอง เชื่อเรื่องกษัตริย์เป็น “โอรสแห่งสวรรค์ สวรรค์มอบอำนาจให้มาปกครองมนุษย์เรียกว่า “อาณัตแห่งสวรรค์
 เริ่มต้นยุคศักดินาของจีน
 เกิดลัทธิขงจื๊อ ที่มีแนวทาง
 เป็นแนวคิดแบบอนุรักษ์นิยม
 เน้นความสัมพันธ์และการทำหน้าที่ของผู้คนในสังคม ระหว่างจักรพรรดิกับราษฎร บิดากับบุตร พี่ชายกับน้องชาย สามีกับภรรยา เพื่อนกับเพื่อน
 เน้นความกตัญญู เคารพผู้อาวุโส ให้ความสำคัญกับครอบครัว
 เน้นความสำคัญของการศึกษา
 เกิดลัทธิเต๋า โดยเล่าจื๊อ ที่มีแนวทาง
 เน้นการดำเนินชีวิตที่เรียบง่าย ไม่ต้องมีระเบียบแบบแผนพิธีรีตองใดใด
 เน้นปรับตัวเข้าหาธรรมชาติ
 ลัทธินี้มีอิทธิพลต่อศิลปิน กวี และจิตรกรจีน
 คำสอนทั้งสองลัทธิเป็นที่พึ่งทางใจของผู้คน
• ราชวงศ์จิ๋นหรือฉิน
 จักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่สามารถรวมดินแดนของจีนให้เป็นจักรวรรดิ เป็นครั้งแรกคือ พระเจ้าชิวั่งตี่ หรือ จิ๋นซีฮ่องเต้ เป็นผู้ให้สร้าง กำแพงเมืองจีน
 มีการใช้เหรียญกษาปณ์ มาตราชั่ง ตวง วัด
• ราชวงศ์ฮั่น
 เป็นยุคทองด้านการค้าของจีน มีการค้าขายกับอาณาจักรโรมัน อาหรับ และอินเดีย โดยเส้นทางการค้าที่เรียกว่า เส้นทางสายไหม ( Silk Rood )
 ลัทธิขงจื๊อ คำสอนถูกนำมาใช้เป็นหลักในการปกครองประเทศ
 มีการสอบคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการเรียกว่า จอหงวน
• ราชวงศ์สุย
 เป็นยุคแตกแยกแบ่งเป็นสามก๊ก
 มีการขุดคลองเชื่อมแม่น้ำฮวงโหกับแม่น้ำแยงซี เพื่อประโยชน์ในด้านการคมนาคม
• ราชวงศ์ถัง
 ได้ชื่อว่าเป็นยุคทองของอารยธรรมจีน นครฉางอานเป็นศูนย์กลางของซีกโลกตะวันออกในสมัยนั้น
 พระพุทธศาสนามีความเจริญรุ่งเรือง พระภิกษุ (ถังซำจั๋ง) เดินทางไปศึกษาพระไตรปิฎก ในชมพูทวีป
 เป็นยุคทองของกวีนิพนธ์จีน กวีคนสำคัญ เช่น หวางเหว่ย หลี่ไป๋ ตู้ฝู้
 ศิลปะแขนงต่างๆมีความรุ่งเรือง
• ราชวงศ์ซ้อง
 มีความก้าวหน้าด้านการเดินเรือสำเภา
 รู้จักการใช้เข็มทิศ
 รู้จักการใช้ลูกคิด
 ประดิษฐ์แท่นพิมพ์หนังสือ
 รักษาโรคด้วยการฝังเข็ม
• ราชวงศ์หยวน
 เป็นราชวงศ์ชาวมองโกลที่เข้ามาปกครองจีน ฮ่องเต้องค์แรกคือ กุบไลข่าน หรือ หงวนสีโจ๊วฮ่องเต้
 ชาวตะวันตกเข้ามาติดต่อค้าขายมาก เช่น มาร์โคโปโล พ่อค้าชาวเมืองเวนีส อิตาลี
• ราชวงศ์หมิงหรือเหม็ง
 วรรณกรรม นิยมการเขียนนวนิยายที่ใช้ภาษาพูดมากกว่าการใช้ภาษาเขียน มีนวนิยายที่สำคัญ ได้แก่ สามก๊ก ไซอิ๋ว
 ส่งเสริมการสำรวจเส้นทางเดินเรือทางทะเล
 สร้างพระราชวังหลวงปักกิ่ง (วังต้องห้าม)
• ราชวงศ์ชิงหรือเช็ง
 เป็นราชวงศ์เผ่าแมนจู เป็นยุคที่จีนเสื่อมถอยความเจริญทุกด้าน
 เริ่มถูกรุกรานจากชาติตะวันตก เช่น สงครามฝิ่น ซึ่งจีนรบแพ้อังกฤษ ทำให้ต้องลงนามในสนธิสัญญานานกิง
 ปลายยุคราชวงศ์ชิง พระนางซูสีไทเฮาเข้ามามีอิทธิพลในการบริหารประเทศมาก


จีนยุคสาธารณรัฐและยุคคอมมิวนิสต์
• ปลายยุคราชวงศ์ชิง ดร.ซุนยัตเซ็น จัดตั้งสมาคมสันนิบาต เพื่อล้มล้างราชวงศ์ชิง โดยประกาศ ลัทธิไตรราษฎร์ ประกอบด้วย 1.หลักเอกราช 2.หลักแห่งอำนาจอธิปไตยของประชาชน 3.หลักความยุติธรรมในการครองชีพ ส่วนนโยบายปฏิวัติ คือ โค่นล้มราชวงศ์แมนจู และจัดตั้งรัฐบาลประชาชน จัดตั้งรัฐบาลตามระบอบสาธารณรัฐ จัดสรรที่ดินให้แก่ประชาชน และก่อตั้งพรรคชาตินิยม หรือ
พรรคก๊กมินตั๋ง ขึ้นในที่สุด
• ต่อมา ซุนยัตเซ็นได้ร่วมมือกับ ยวน ซีไข ทำการปฏิวัติล้มราชวงศ์ชิงได้สำเร็จเปลี่ยนการปกครองเข้าสู่ระบอบสาธารณรัฐ (จักรพรรดิปูยี เป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของจีน) มีการแย่งชิงอำนาจของผู้นำทางทหารเรียกว่า ยุคขุนศึก
• ซุนยัตเซ็นได้เสนอให้ ยวน ซีไข เป็นประธานาธิบดีของสาธารณรัฐจีน
• ยวน ซีไข คิดสถาปนาตนเองเป็นจักรพรรดิและรื้อฟื้นระบบศักดินา
• ดร.ซุนยัตเซ็น ตั้งพรรคก๊กมินตั๋ง
• เมื่อ ยวน ซีไข เสียชีวิตลง ดร.ซุนยัตเซ็นเป็นประธานาธิบดี แต่เป็นได้ไม่นานก็เสียชีวิต
• หลังจาก ดร. ซุนยัตเซ็น เสียชีวิต เจียงไคเช็ค ขึ้นเป็นผู้นำพรรคก๊กมินตั๋งและผู้นำจีน
• แต่รัฐบาลเจียงไคเช็ค ประสบปัญหาฉ้อราษฎร์บังหลวง กดขี่ราษฎร
• จีนเกิดการปฏิวัติอีกครั้ง โดยพรรคคอมมิวนิสต์จีน ภายใต้การนำของ เหมา เจ๋อตุง รัฐบาลเจียงไคเช็ค ต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แต่แพ้
• เหมา เจ๋อตุง สถาปนา “สาธารณรัฐประชาชนจีน” ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ มีการจัดระเบียบสังคมใหม่ เรียกว่า การปฏิวัติทางวัฒนธรรม เพื่อต่อต้านจารีตศักดินาแบ่งชนชั้น
• หลังจาก เหมา เจ๋อตุง เสียชีวิต เติ้งเสี่ยวผิงขึ้นเป็นผู้นำจีนแทน ประกาศพัฒนาประเทศด้วย นโยบายสี่ทันสมัย คือด้านเกษตรกรรม อุตสาหกรรม การทหาร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยอนุญาตให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนภายในประเทศ รวมทั้งผ่อนปรนวิถีการดำเนินชีวิตของประชาชนให้คลายความเข้มงวดลง

อนุสรณ์สถานประธานเหมา เจ๋อตุง


ศิลปวัฒนธรรมของจีน
• จิตรกรรม
 มีวิวัฒนาการมาจากการเขียนตัวอักษรจีนจารึกบนกระดูกเสี่ยงทายเพราะตัวอักษรจีนมีลักษณะเหมือนรูปภาพ
 งานจิตรกรรมจีนรุ่งเรืองมากในสมัยราชวงศ์ฮั่น มีการเขียนภาพและแกะสลักบนแผ่นหิน ที่นิยมมากคือ การเขียนภาพบนผ้าไหม ภาพวาดเป็นเรื่องเล่าในตำราขงจื๊อพระพุทธศาสนาและภาพธรรมชาติ
 สมัยราชวงศ์ถัง มีการพัฒนาการใช้พู่กันสีและกระดาษภาพส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลจากพุทธศาสนาและลัทธิเต๋า
 สมัยราชวงศ์ซ้อง จิตรกรรมจัดว่าเด่นมาก ภาพวาดมักเป็นภาพมนุษย์กับธรรมชาติ ทิวทัศน์ ดอกไม้
• ประติมากรรม
 ส่วนใหญ่เป็นเครื่องปั้นดินเผามีอายุเก่าแก่ตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์ ทำจากดินสีแดง มีลวดลาย แดง ดำ และขาวเป็นลวดลายเรขาคณิต
 สมัยราชวงศ์ชาง มีการแกะสลักงาช้าง หินอ่อน และหยกตามความเชื่อและความนิยมของชาวจีน ที่เชื่อว่า หยก ทำให้เกิดความเป็นสิริมงคล ความสุขสงบ ความรอบรู้ ความกล้าหาญ ภาชนะสำริดเป็นหม้อสามขา
 สมัยราชวงศ์ถัง มีการพัฒนาเครื่องเคลือบดินเผาเป็นเคลือบ 3 สีคือ เหลือง น้ำเงิน เขียว ส่วนสีเขียวไข่กามีชื่อเสียงมากในสมัยราชวงศ์ซ้อง ส่วนพระพุทธรูปนิยมสร้างในสมัยราชวงศ์ถัง ทั้งงานหล่อสำริดและแกะสลักจากหิน ซึ่งมีสัดส่วนงดงาม เป็นการผสมผสานระหว่างศิลปะอินเดียและจีนที่มีลักษณะเป็นมนุษย์มากกว่าเทพเจ้า นอกจากนี้มีการปั้นรูปพระโพธิสัตว์กวนอิม
 สมัยราชวงศ์เหม็ง เครื่องเคลือบได้พัฒนาจนกลายเป็นสินค้าออก คือ เครื่องลายครามและลายสีแดง ถึงราชวงศ์ชิง เครื่องเคลือบจะนิยมสีสันสดใส เช่น เขียว แดง ชมพู
• สถาปัตยกรรม
 กำแพงเมืองจีน สร้างในสมัยราชวงศ์จิ๋น เพื่อป้องกันการรุกรานของมองโกล
 เมืองปักกิ่ง สร้างในสมัยราชวงศ์หงวน โดยกุบไลข่าน ซึ่งได้รับการยกย่องทางด้านการวางผังเมือง ส่วนพระราชวังปักกิ่งสร้างในสมัยราชวงศ์เหม็ง
 พระราชวังฤดูร้อน สร้างในสมัยราชวงศ์เช็ง โดยพระนางซูสีไทเฮา ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างยุโรปและจีนโบราณ
• วรรณกรรม
 สามก๊ก สันนิษฐานว่าเขียนในคริสต์ศตวรรษที่ 14 เป็นเรื่องราวของความแตกแยกในจีนตั้งแต่ปลายสมัยราชวงศจิ๋นจนถึงราชวงศ์ฮั่น
 ซ้องกั๋ง เป็นเรื่องประท้วงสังคม เรื่องราวความทุกข์ของผู้คนในมือชนชั้นผู้ปกครอง สะท้อนความทุกข์ของชาวจีนภายใต้การปกครองของพวกมองโกล
 ไซอิ๋ว เป็นเรื่องราวการเดินทางไปนำพระสูตรจากสวรรค์ทางตะวันตกมายังประเทศจีน
 จินผิงเหมย หรือดอกบัวทอง แต่งขึ้นในราวคริสต์ศตวรรษที่ 16-17 เป็นนิยายเกี่ยวกับสังคมและชีวิตครอบครัว เป็นเรื่องของชีวิตที่ร่ำรวย มีอำนาจขึ้นมาด้วยเล่ห์เหลี่ยม แต่ด้วยการทำชั่วและผิดศีลธรรมในที่สุดต้องด้รับกรรม
 หงโหลวเมิ่ง หรือ ความฝันในหอแดง เด่นที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ 18 เรื่องราวเต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดี อิจฉาริษยากัน ผู้อ่านจะรู้สึกเศร้าสลดต่อชะตาชีวิตของพระเอกนางเอกเนื้อเรื่องสะท้อนให้เห็นสังคมศักดินาของจีนที่กำลังเสื่อมโทรมก่อนการเปลี่ยนแปลงสังคมเข้าสู่ยุคใหม่ บันทึกประวัติศาสตร์ ของ สื่อหม่าเฉียน
การถ่ายทอดอารยธรรมจีนสู่ดินแดนต่างๆ
อารยธรรมจีนแผ่ขยายขอบข่ายออกไปอย่างกว้างขวางทั้งในเอเชียและยุโรป อันเป็นผลมาจากการติดต่อทางการทูต การค้า การศึกษา ตลอดจนการเผยแผ่ศาสนา อย่างไรก็ตามลักษณะการถ่ายทอดแตกต่างกันออกไป ดินแดนที่เคยตกอยู่ภายใต้การปกครองของจีนเป็นเวลานาน เช่น เกาหลี และเวียดนาม จะได้รับอารยธรรมจีนอย่างสมบูรณ์ ทั้งในด้านวัฒนธรรม การเมือง ขนบธรรมเนียมประเพณี การสร้างสรรค์ และการแสดงออกทางศิลปะ ทั้งนี้เพราะราชสำนักจีนจะเป็นผู้กำหนดนโยบายและบังคับให้ประเทศทั้งสองรับวัฒนธรรมจีนโดยตรง
ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อารยธรรมจีนได้รับการยอมรับในขอบเขตจำกัดมาก ที่เห็นอย่างชัดเจนคือ การยอมรับระบบบรรณาการของจีน
ในเอเชียใต้ ประเทศที่แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับจีนอย่างใกล้ชิด คือ อินเดีย พระพุทธศาสนามหายานของอินเดียแพร่หลายเข้ามาในจีนจนกระทั่งเป็นศาสนาสำคัญที่ชาวจีนนับถือ นอกจากนี้ศิลปะอินเดียยังมีอิทธิพลต่อการสร้างสรรค์ศิลปะบางอย่างของจีน เช่น ประติมากรรมที่เป็นพระพุทธรูป
ส่วนภูมิภาคเอเชียกลางและตะวันออกกลางนั้น เนื่องจากบริเวณที่เส้นทางการค้าสานแพรไหมผ่านจึงทำหน้าที่เป็นสื่อกลางนำอารยธรรมตะวันตกและจีนมาพบกัน อารยธรรมจีนที่เผยแพร่ไป เช่น การแพทย์ การเลี้ยงไหม กระดาษ การพิมพ์ และดินปืน เป็นต้น ซึ่งชาวอาหรับจะนำไปเผยแพร่แก่ชาวยุโรปอีกต่อหนึ่ง



อารยธรรมจีนเกิดขึ้นครั้งแรกที่ลุ่มแม่น้ำฮวงโห คือที่ราบตอนปลายของแม่น้ำฮวงโหและแม่น้ำแยงซีเกียง อารยธรรมจีนเจริญโดยได้รับอิทธิพลจากภายนอกน้อยเพราะทิศตะวันออกติดมหาสมุทรแปซิฟิก ทางตะวันตกและทิศเหนือเป็นทุ่งหญ้า ทะเลทราย และเทือกเขา จีนถือว่าตนเป็นศูนย์กลางของโลก เป็นแหล่งกำเนิดความเจริญ แหล่งอารยธรรมยุคหินใหม่ ที่พบมีอายุประมาณ 2,000 ปีก่อนคริสต์กาลที่ตำบล ยางเชา เรียกวัฒนธรรมยางเชา มณฑลเฮอหนาน และวัฒนธรรมลุงชาน ที่เมือง ลุงชาน มณฑลชานตุง พบ เครื่องมือ เครื่องใช้ทำด้วยหิน กระดูกสัตว์ เครื่องปั้นดินเผา กระดูกวัว กระดองเต่าเสี่ยงทาย


ราชวงศ์ที่สำคัญของจีน
ราชวงศ์ ชาง เป็นราชวงศ์แรกของจีน ประมาณ 1,500 ปีก่อนค.ศ. ที่เมืองอันยาง มณฑลโฮนาน เริ่มมีการตั้งชุมชน และการปกครองแบบนครรัฐ ลักษณะเป็นสังคมเกษตรกรรม มีการประดิษฐ์อักษรภาพ 5,000 ตัวเขียนบนกระดองเต่า มีเทพเจ้าที่สำคัญคือเทพเจ้าแห่งความอุดมสมบูรณ์
มีการประกอบพิธีบูชาบรรพบุรุษ เซ่นไหว้เทพเจ้าราชวงศ์นี้สิ้นสุด ประมาณ 1,000 ปีก่อนค.ศ.
ราชวงศ์โจว 1,000-221 ปี ก่อน ค.ศ. ถือว่าเป็นจุดกำเนิดของสมัยศักดินา (ระบบเฟิงเจี้ยน)และถือว่าเป็นยุคคลาสิกของจีน
1. มีการมอบกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้ที่สนับสนุนราชวงศ์ กำหนดสิทธิหน้าที่ตามลำดับชั้นฐานันดรศักดิ์
2. มีการแต่งตั้งผู้แทนกษัตริย์เป็นข้าหลวงประจำหัวเมือง
3. มีการกำหนดหลักเกณฑ์ “เทียนมิ่ง” (อาณัติสวรรค์) มอบอำนาจให้กษัตริย์ราชวงศ์โจวปกครอง กษัตริย์มีฐานะเป็นโอรสสวรรค์ ถ้าปกครองด้วยความยุติธรรม หากปกครองโดยไร้คุณธรรมกษัตริย์จะถูกเพิกถอนจากผู้ทรงคุณธรรม ถือเป็นแนวคิดที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของจีนตลอด 2 พันปี
4. เกิดนักปรัชญาเมธีที่ส่งผลให้ราชวงศ์โจวเป็นยุคทองของภูมิปัญญาที่ส่งผลต่อความเชื่อ ค่านิยม ปรัชญาของสังคมจีนในสมัยนี้ ระบบราชการจะยึดแนวอุดมการณ์ของขงจื๊อ คือผู้ปกครองเป็นตัวแทนของกษัตริย์ต้องปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ประชาชน แนวคิของขงจื๊อและเล่าจื๊อ มุ่งแสวงหาหลักของศีลธรรมจรรยาและความเป็นระเบียบเรียบร้อยในสังคม เน้นการทำหน้าที่ของตน
ระบบครอบครัว ของจีนยึดความกตัญญูและนับถือผู้อาวุโสตามหลักคำสอนของขงจื๊อ
หลักคำสอนของขงจื๊อ ถือว่ามนุษย์ที่สมบูรณ์เพียบพร้อมที่สุดคือเพียบพร้อมด้วยคุณธรรม
แนวคำสอนที่เป็นพื้นฐานของภูมิปัญญาจีนที่เชื่อว่าปัญหาต่างๆในสังคมเกิดจากคนแต่ละคน การแก้ปัญหาทางหนึ่งคือการฝึกฝนตนเองการอบรมตนเอง และสามารถปกครองครอบครัวได้เมื่อปกครองครอบครัวได้ก็สามารถปกครองแค้วนได้ คุณธรรมประกอบด้วยหลัก 5 ประการ ความสุภาพ มีใจโอบอ้อมอารี จริงใจ ตั้งใจ เมตตากรุณา คุณธรรมที่สำคัญที่เป็นหัวใจของปรัชญาขงจื๊อคือ เหริน เพราะคำนี้ประกอบด้วย อักขระสองตัวคือ “คน” กับ “สอง” หมายถึงมนุษยสัมพันธ์เป็นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ เหรินคือความรัก ความเมตตา ความเห็นอกเห็นใจ เริ่มจากความรักในบิดา มารดา ความรักในความเป็นพี่น้อง
ผลงานของขงจื๊อรวบรวมไว้เรียก ตำรับ 5 เล่มของขงจื๊อประกอบด้วย
1. อี้จิง ตำรับว่าด้วยการเปลี่ยนแปลง
2. ชูจิง ตำรับว่าด้วยประวัติศาสตร์
3. ซือจิง ว่าด้วยกาพย์กลอน
4. หลี่จิ้ง ว่าด้วยพิธีการ
5. ชุนชิว พงศาวดารฤดูใบไม้ผลิและใบไม้ร่วง
ลัทธิเต๋า มีอิทธิพลต่อจีนทางด้านศิลปกรรม และมีการผสมกลมกลืนกันระหว่างลัทธิขงจื๊อและพุทธศาสนานิกายมหายาน
การแพทย์เริ่มในสมัยนี้ มีการตรวจรักษาโรค จับชีพจร ใช้ยาสมุนไพร รู้คุณสมบัติของแม่เหล็ก (นำมาประดิษฐ์เข็มทิศในสมัยสามก๊ก)
ราชวงศ์ จิ๋น 221-207 ปี ก่อนค.ศ. จีนเริ่มเป็นจักรวรรดิ์ พระเจ้าชิวั่งตี่ หรือจิ๋นซีฮ่องเต้ ยึดหลัก)ปกครองที่เข้มงวดตามหลักนิติธรรม(ฟาเจีย)ของ ซุนจื๊อ ที่เห็นว่ามนุษย์ชั่วร้ายมี กิเลส ตัณหาต้องใช้อำนาจและกฏหมายเป็นเครื่องควบคุม ยกเลิกระบบศักดินา แบ่งเขตการปกครองเป็น 36 มณฑล แต่งตั้งข้าราชการไปปกครอง จัดระเบียบการเขียนหนังสือ ทำลายขนบธรรมเนียมประเพณีเดิมและคำสอนของขงจื๊อเผาตำราต่างๆ มีการสร้างกำแพงเมืองจีน ค้นพบ ดินปืนเป็นชาติแรก
มาตราชั่งตวง วัด
ราชวงศ์ ฮั่น202 ปีก่อน ค.ศ. – ค.ศ.221 มีการฟื้นฟูปรัชญาและวรรณกรรมที่มีการเผาในสมัยราชวงศ์ ฉินหรือ จิ๋น นำหลักการของขงจื๊อมาใช้ในการปกครองประเทศ มีการสอบเข้ารับราชการหรือ ระบบจอหงวน มีการทำกระดาษจากเปลือกไม้ คิดค้นการทำหมึกจากเขม่าต้นรัก ใช้พู่กันเขียนลงบนกระดาษ การคำนวณหาอัตราส่วนเส้นผ่าศูนย์กลางกับเส้นรอบวง ประดิษฐ์ลูกคิด เครื่องตรวจแผ่นดินไหว ในสมัยนี้มีการใช้เส้นทางแพรไหม (Silk Route) ในการติดต่อค้าขายกับทางตะวันตกเมื่อสิ้นราชวงศ์ฮั่นเกิดการรบแย่งชิงอำนาจนาน 50 ปี เรียกสมัยสามก๊กจีนแบ่งแยกเป็นแค้วนๆ ค.ศ. 220-265 และ สมัย หกราชวงศ์ ค.ศ.420-589 ราชวงศ์ ซุย ค.ศ.589-618
ราชวงศ์ถัง ค.ศ. 618 -907 ถือว่าเป็นยุคทองของวัฒนธรรมจีนทางกวี จิตรกรรมมีการส่งพระ
ยวนชาง (พระถังซัมจั๋งไปสืบพระพุทธศาสนาที่อินเดีย)
ราชวงศ์ซ้องหรือสุ้ง ค.ศ. 960-1279 ฟื้นฟูลัทธิขงจื๊อและ ลัทธิเต๋า เกิดประเพณีรัดเท้าสตรี ต่อมาถูกเผ่ามองโกลรุกราน
ราชวงศ์หงวน ค.ศ. 1279 – 1368 เป็นเผ่ามองโกล มีผู้นำชื่อกุบไลข่าน เป็นสมัยที่มีชาวต่างชาติเข้ามาติดต่อค้าขาย รับราชการ เช่น มาร์โค โปโล
ราชวงศ์หมิง ค.ศ.1368-1644 นำโดยจู ยวนชางขับไล่มองโกล มีความเจริญในการทำเครื่องเบญจรงค์
ราชวงศ์ชิง ค.ศ.1644-1911 เป็นชนเผ่าแมนจู บังคับให้ผู้ชายจีนไว้หางเปีย ห้ามนำสตรีจีนเข้ามาเป็นนางใน มีวรรณกรรมที่เด่นเกิดขึ้นชื่อ ความฝันในหอแดง สะท้อนสังคมศักดินาของจีนที่กำลังเสื่อม
ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ยุคใหม่ ผู้แต่งคือ เฉาจัน
ที่มา : อารยธรรมสมัยโบราณ-สมัยกลาง ของ คณะอักษรศาสตร์จุฬา , มรดกอารยธรรมโลก ของ มหาวิทยาลัยเกษตร

อารยธรรมอียิป

อารยธรรมอันยิ่งใหญ่ของโลกโบราณในระยะต้นนั้นส่วนใหญ่ก็คือ อารยธรรมที่ราบลุ่มแม่น้ำทั้งนี้เพราะการสร้างอารยธรรม
ในยุคแรกนั้นมีกำเนิดในบริเวณลุ่มแม่น้ำใหญ่เนื่องจากประชากรในยุคนั้นต้องอาศัยน้ำทั้งในการดำรงชีวิตและเพื่องานเกษตรกรรม
การคมนาคมส่วนใหญ่ก็ต้องอาศัยแม่น้ำ ด้วยเหตุนี้แหล่งอารยธรรมโบราณของโลกจึงอยู่ที่บริเวณแม่น้ำใหญ่ 4 แห่ง คือ บริเวณที่
ราบลุ่มแม่น้ำไนล์ บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำไทกรีส ยูเฟรตีส บริเวณแม่น้ำสินธุ และบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำฮวงโหหรือแม่น้ำเหลือง
อารยธรรมในบริเวณนี้เป็นอารยธรรมเกษตรกรรม เนื่องจากต้องอาศัยการดำรงชีวิตอยู่ใกล้บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำทั้งสิ้น

ก. ปัจจัยทางภูมิศาสตร์ นักประวัติศาสตร์กรีกท่านหนึ่งคือ เฮโรโดตัส (Herodotus:484-425 B.C.) กล่าวถึงอียิปต์ว่าเป็น
a gift of the Nile เพราะถือว่าแม่น้ำไนล์นั้นคือหัวใจสำคัญที่หล่อเลี้ยงประเทศอียิปต์ เพราะตามปกติอียิปต์จะเป็นประเทศที่มี
อากาศร้อนและแห้งแล้ง เพราะล้อมรอบด้วยทะเลทราย มีฝนตกเพียงเล็กน้อยในฤดูหนาว และตกเฉพาะบริเวณเดลต้า อียิปต์จึงได้
อาศัยความชุ่มชื้นจากแม่น้ำไนล์ ในราวเดือนกรกฎาคมของทุกปีน้ำจากแม่น้ำจะไหลล้นฝั่งทั้งสองและเริ่มลดลงในเดือนตุลาคมเมื่อ
น้ำลดลงก็จะทิ้งโคลนตมไว้บริเวณสองฟากฝั่งแม่น้ำ โคลนตมเหล่านี้จเป็นปุ๋ยช่วยให้พืชเจริญงอกงาม ฉะนั้น ถ้าขาดแม่น้ำไนล์เสีย
อียิปต์ก็จะกลายเป็นทะเลทรายที่ร้อนระอุ ด้วยเหตุที่แม่น้ำไนล์ให้ความอุดมสมบูรณ์นี้อารยธรรมของอียิปต์จึงเป็นอารยธรรมที่เกิด
จากการเกษตรกรรม

อิทธิพลของน้ำขึ้นน้ำลงนี้เชื่อว่าเป็นเพราะอิทธิพลของของฟาโรห์ พระองค์เท่านั้นที่รู้จักและเข้า Ma'at ซึ่งหมายความว่า
นั่นคือ เป็นผู้ดียวที่เข้าใจถึงความสอดคล้องต้องกันของจักรวาล เพราะฉะนั้น การปกครองของอียิปต์ในระยะแรกจึงมาในรูปของ
กษัตริย์เทวาธิปไตย ในระหว่างที่ฟาโรห์ยังทรงพระชนม์อยู่ก็จะดำรงตำแหน่งโฮรัส (Horus) พระบุตรของโอสิริส (Osiris) เมื่อ
สิ้นพระชนม์แล้วก็จะกลับไปเป็นเทพโอสิริส กล่าวคือเป็นเทพโอสิริสอีกองค์หนึ่งเพราะฉะนั้นกษัตริย์อียิปต์ทุกพระองค์เมื่อได้มีทำพิธี
ฝังพระศพแล้วก็จะถูกเรียกว่าเทพโอสิริสทุกพระองค์และเมื่อนั้นก็จะมีการช่วยเหลือข้าราชบริพารของพระองค์ที่ยังดำรงชีวิตอยู่ได้

ข. ประวัติศาสตร์การเมืองของอียิปต์ นักปราชญ์ผู้ทำการศึกษาเรื่องราวของอียิปต์โดยเฉพาะคือ จอห์น เอ วิลสัน
(John A. Wilson) บันทึกไว้ ว่า "การเปลี่ยนแปลงและวิวัฒนาการต่างๆ นั้น น้ำจะเกิดขึ้นภายในดินแดนลุ่มแม่น้ำไนล์เอง กล่าวคือ
ฝูงสัตว์จากบริเวณที่สูงรวมทั้งคนด้วยคงจะล่องมาตามบริเวณริมฝั่งแม่น้ำหาแหล่งที่มีพืชผลอุดมสมบูรณ์ตามกันลงมาจนทั้งสองฝ่าย
รู้จักกันดีขึ้นคนรู้ว่าสัตว์บางชนิดควรเลี้ยงไว้ใ่กล้สัตว์เพื่อเก็บไว้เป็นอาหารในวันหน้าพืชบางชนิดก็อาจขยายพันธุ์ให้ได้จำนวนมากขึ้น
เพื่อเลี้ยงทั้งมนุษย์และสัตว์ที่คนเลี้ยงไว้ด้วย"














อียิปต์โบราณ หรือบริเวณลุ่มแม่น้ำไนล์นี้เอง เป็นแหล่งกำเนิดอารยธรรมที่เก่าแก่แห่งหนึ่งของโลก กล่าวคือเมื่อประมาณ 6000 ปี
มาแล้วประชาชนบริเวณนี้ได้เริ่มเรียนรู้วิธีที่จะเอาชนะธรรมชาติและนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ มีรัฐบาลที่เป็นระเบียบมี
ความมั่นคงอุดมสมบูรณ์ ตลอดจนมีศิลปและวรรณคดีชั้นสูง อารยธรรมนี้ก็เจริญและยั่งยืนอยู่เป็นเวลานาน สาเหตุหนึ่งที่ทำให้
อารยธรรมเจริญอยู่เป็นเวลานานก็เพราะสภาพภูมิประเทศ
1. การที่อิยิปต์ล้อมรอบด้วยทะเลทรายทั้งทางทิศตะวันตก และทิศตะวันออกตลอดจนการที่แม่น้ำไนล์มี แก่งโจน(Catarats)
ตั้งแต่ปากน้ำจนสุดสายแม่น้ำซึ่งยาวประมาณ 700 ไมล์ ทำให้เป็นการยากแก่ศัตรูภายนอกที่จะเข้ารุกรานมีทางเดียวเท่านั้นที่ศรัตรู
จะเข้ามารุกรานอียิปต์ได้คือเดลต้าที่เชื่อมทวีปอัฟริกากับเอเซียคือตรงบริเวณทะเลแดง แต่ก็ป้องกันได้ง่าย
2. การที่แม่น้ำไนล์ท่วมฝั่งทุกปีทำให้ประชาชนที่เข้าอยู่บริเวณนี้ต้องพยายามหาทางที่จะเอาชนะธรรมชาติจึงเกิดความร่วมมือ
กันทำงาน เช่นมีการชลประทานมีการขุดคูส่งน้ำเมื่อมีคนมาอยู่มากก็ต้องมีรัฐบาลปกครองเพื่อความเป็นอยู่อย่างสงบสุข นอกจากนี้
ความอุดมสมบูรณ์ที่ได้รับจากแม่น้ำไนล์ก็ยังมีส่วนทำให้ชาวอียิปต์มีจิตใจที่จะคิดค้นและสร้างสมศิลปวัฒนธรรมและวรรรณคดีต่างๆ

อารยธรรมเมโสโปเตเมีย

อารยธรรมเมโสโปเตเมีย

ซูเมอร์
ประมาณ 3200-2800 ปีก่อนคริสตกาล พวกสุเมเรียนตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ซูเมอร์ (Sumer) ทางใต้ของเมโสโปเตเมีย (ดินแดนระหว่างแม่น้ำ 2 สาย คือ แม่น้ำไทกริสและยูเฟรติส) ปัจจุบันเมโสโปเตเมีย-ซูเมอร์อยู่ในประเทศอิรัก

พวกสุเมเรียน มาจากไหนไม่มีหลักฐานแน่ชัด สันนิษฐานกันว่ามาจากทางตะวันออก อาจเป็นพวกเดียวกับกลุ่มชนที่สร้างอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ พวกสุเมเรียนมาสร้างเมืองไว้หลายเมือง ใจกลางเมืองมีวัดขนาดใหญ่สร้างด้วยอิฐไว้บนลานยกระดับสูง ผนังวัดประดับด้วยกระเบื้องเคลือบดินเผาหลากสี วัดใช้ประดิษฐานเทพเจ้าประจำเมือง แต่ละเมืองมีเจ้าครองนคร เจ้าครองนครมาจากพระที่มียศสูงที่สุด เรามักเรียกกันว่า พระ-กษัตริย์ วัดถือเป็นศูนย์กลางทางศาสนา ทางการเมืองและทางเศรษฐกิจ มีการคิดตัวอักษรขึ้นมาใช้ในงานบริการของวัด แรกเริ่มเป็นอักษรภาพก่อน แล้วจึงพัฒนาเป็นตัวอักษรคิวนิฟอร์ม

งานศิลปะ
มีการใช้ตราลูกกลิ้ง สำหรับประทับตราลงบนภาชนะเก็บอาหารของวัด ภาชนะนี้มีร่างคล้ายแจกัน คือ คอแคบมีหูสองข้าง บนตราประทับเป็นเทพเจ้า งานศิลปะอื่นๆ เป็นปั้นขนาดเล็กทำจาก ดินเหนียว หิน และโลหะ

ศาสนา
แรกเริ่มมีเทพเจ้า 3 องค์ คือ เอนลิล, อาน และเอนกิ ต่อมามีอูตู (เทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์) อินานนา (เทพธิดาแห่งการสืบพันธุ์) และนานนา (เทพเจ้าแห่งดวงจันทร์) คนสุเมเรียนใช้ระบบนับเวลาในวันหนึ่งว่ามี 24 ชั่วโมง 1 ชั่วโมง มี 60 นาที 1 นาทีมี 60 วินาที และวงกลมมี 360 องศา

2800-2500 ปีก่อนคริสตศักราช สมัยราชวงศ์โบราณ พวกเซมิติค (จากคาบสมุทรซีนาย) อพยพมาอยู่ เมสิลิม เดอ กิซ เป็นกษัตริย์ผู้มีอำนาจสูงสุดองค์แรก เมืองนิปปูร์เป็นศูนย์กลางทางศาสนา มีการสร้างกำแพงเมืองที่อุรุคในสมัยพระเจ้าจิลกาเมซ การสร้างวัดแบบโบราณพัฒนามาเป็นแบบซิกกูราท (เป็นชั้นๆ ลดหลั่นไปและเชื่อมโยงติดต่อกับโบสถ์ที่อยู่บนยอดด้วยบันได)

ตั้งแต่ 2500 ปีก่อนคริสตศักราช เป็นต้นมา เริ่มราชวงศ์แรกของเมืองเออร์ ผู้ก่อตั้ง คือ เมซานนี-ปาดดา เราเริ่มรู้จักเมืองเออร์ตั้งแต่มีการค้นพบหลุมศพของกษัตริย์และเชื้อพระวงศ์จำนวน 16 หลุม เมื่อค.ศ. 1922 ในหลุมศพมีการฝังเครื่องใช้สอยส่วนพระองค์ และข้าทาสบริวารที่สละชีพเพื่อไปรับใช้เจ้านายในโลกหน้าคล้ายกับจะทำตามอย่างเรื่องของอินานนา ซึ่งเป็นนักบวชสตรีกับเทพเจ้า ดูมูซิ ที่แสดงเป็นตัวแทนของกษัตริย์มาแต่งงานด้วยกัน และจบชีวิตด้วยวิธีนี้

ประมาณ 2500-2360 ปีก่อนคริสตศักราช เริ่มราชวงศ์แรกของเมืองลากาซผู้ก่อตั้งชื่อพระเจ้าเออร์-นานเซ โอรสของพระองค์ ชื่อ เอียนนาตุม โปรดให้จารึกแผ่นหินเป็นที่ระลึกในการที่พระองค์ชนะสงครามต่อเมืองอุมมา หินนี้เรียก Stele des Vautours ค้นพบที่เมืองเทลโล ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟเวรอ ประเทศฝรั่งเศส กษัตริย์องค์ต่อมาชื่อ เอนเตเมนา ปราบพวกพระที่สนับสนุนลูกาลันดา กษัตริย์องค์ที่ 4 ของราชวงศ์ให้ขึ้นครองบัลลังก์ แต่กบฎคือ อูรูกาจินา ขึ้นครองราชย์และจัดระบบสังคมใหม่ สุดท้ายพวกพระที่ไม่พอใจกษัตริย์ร่วมกันสนับสนุนลูกาซากกิสิแห่งเมืองอุมมา ให้มาครองเมืองลากาซ เออร์ อุรุก กิซ นิปปูร์ และขยายอาณาเขตออกไปจนถึงทะเลเมดิเตอร์เรเนียน พระองค์เป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของซูเมอร์ก่อนที่จะพ่ายแพ้แก่จักรวรรดิอัคคัด

อัคคัด (อยู่เหนือซูเมอร์)
2350-2300 ปีก่อนคริสตศักราช พระเจ้าซาร์กอนแห่งอัคคัด เป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ ได้รับชัยชนะเหนือดินแดนเมโสโปเตเมีย ซีเรีย เอเซียไมเนอร์ทั้งหมด และอีลาม (ที่อิหร่าน) ความสามารถของพระองค์อยู่ที่การใช้เทคนิคใหม่ในการทำสงครามด้วยการใช้หอก ศร และธนู (เป็นเทคนิคของคนในดินแดนสเตป คือ เขตดินปนทรายและเป็นทุ่งหญ้าในยูเรเซีย) แทนที่จะใช้อาวุธหนักๆ ของสุเมเรียน มีการสร้างนครรัฐขยายใหญ่เป็นศูนย์กลาง การบันทึกทางราชการใช้ภาษาอัคคาเดียน ย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่อากาเด ฐานะของกษัตริย์เปรียบเหมือนกษัตริย์ปนพระเจ้า มีเทพเจ้าที่เคารพบูชา คือ อิชการ์ และซามาซ คือ เทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์ หรือพระสุริยะ เมื่อพระเจ้าซาร์กอนสวรรคต เกิดการจราจล นาราม-สิน ผู้เป็นหลาน (2270-2230 ปีกอ่นค.ศ.) ขึ้นครองราชสมบัติ ทรงปฏิบ้านเมือง ทำสงครามกับพวกที่อยู่ในคาบสมุทรอาราเบียทางตอนใต้ กับพวกที่อยู่แถวภูเขาซาโกรส

2150-2050 ปีก่อนคริสตศักราช มีผู้รุกรานมาจากทางอิหร่าน แต่กษัตริย์เมืองอุรุคขับไล่ไป และทำการปฏิอาณาจักรสุเมเรียนขึ้นมาใหม่

2050-1950 ปีก่อนคริสตศักราช ราชวงศ์ที่สองของเมืองเออร์ มีกษัตริย์อยู่ 4 พระองค์ คือ เออร์-นามมู, ซูลจิ, ซู-ซิน, อิบบิ-ซิน ราชวงศ์นี้ซ่อมแซมและปรับปรุงอาณาจักรซูเมอร์และอากาเด พร้อมทั้งวัดทั่วราชอาณาจักร พระเจ้าซูลจิเข้าพิธีแต่งงานกับเทพธิดาอินานนาทำให้พระองค์กลายเป็นเทพเจ้า มีการสร้างหลุมศพสำหรับพระองค์และเชื้อพระราชวงศ์ที่เมืองเออร์ ภายใต้รัชกาลของพระเจ้าซู-ซิน มีพวกเซมิทตะวันตกเข้ามารุกราน และทำให้ต้องสร้างกำแพงเมืองขึ้นที่แถวแม่น้ำยูเฟรติสตอนกลาง ราชวงศ์ที่สองของเมืองเออร์ทำสัมพันธไมตรีทางการค้ากับประเทศอินเดีย อาณาจักรเออร์สลายไปเพราะพ่ายแพ้สงครามกับพวกอีลามและกับกษัตริย์เมืองมารี (ในซีเรียปัจจุบัน)

งานทางวรรณคดี เป็นสมัยที่วรรณคดีสุเมเรียนรุ่งเรืองที่สุด
เศรษฐกิจ เป็นฐานอำนาจทางการเมือง สมัยนี้การค้าเจริญมากคนนิยมสร้างวัดและนครวัด
การเมือง มีระบบข้าราชการขนาดใหญ่ ต้นราชวงศ์ที่ 3 ของเมืองเออร์ พระเจ้ากูเดีย แห่งลากาซ ทรงสถาปนาราชอาณาจักรสุเมเรียนขึ้นมาใหม่ และใช้การบริหารแบบเดิม มีการสร้างศาสนสถานขนาดใหญ่อยู่ทั่วไปเพราะพลเมืองร่ำรวยจากการค้ามาก

ตั้งแต่ 2000 ปีก่อนคริสตศักราช เป็นต้นมา พวกคานานซึ่งเป็นพวกที่มีเชื้อสายเซมิทเผ่าหนึ่งเข้ามารุกราน นำเอาวัฒนธรรมแบบเซมิทเข้ามามาก มีการสร้างนครวัดที่อิสิน ลาร์ท และบาบิโลน (Bab-ili = ประตูของพระเจ้า) แต่ภาษาสุเมเรียนยังคงเป็นภาษาที่ใช้กันอยู่ทั่วไปเหมือนดิม

ประวัติอารยธรรมเมโสโปเตเมีย เมื่อ 2000 ปีก่อนคริสตศักราช

จักรวรรดิอัสซีเรียตอนต้น (1800-1375 ปีก่อนคริสตศักราช)
เมื่อประมาณ 2500 ปีก่อนค.ศ. พวกอัสซีเรียอาศัยอยู่แถวแม่น้ำไทเกอร์ตอนบน ลักษณะนิสัยเป็นนักรบ เข้มแข็งอดทน ต้นเนิดมาจากชนพื้นเมืองหลายเผ่าผสมกัน (นอกจากพวกสุเมเรียน) กับพวกเซมิติค อารยธรรมของพวกเขารับมาจากทางใต้ ชื่อ จักรวรรดิอัสซีเรีย และเมืองอัสสู มาจากชื่อเทพเจ้าอัสสู (Assour = เทพเจ้าอันสูงสุด) หลังจากที่ราชวงศ์ที่ 3 ของเมืองเออร์ล่มสลาย อัสซีเรียได้รับชัยชนะตั้งเมืองอัสสูและครองบาบิโลเนียทางตอนเหนือ (ราว 1800 ปีก่อนค.ศ.) เมื่อพวกฮิตไทท์เข้ามารุกราน ขัดขวางการค้ากับทางเหนือและทางตะวันตกเฉียงเหนือ ทำให้ประชาชนมีรายได้น้อยลง จักรวรรดิอัสซีเรียจึงเสื่อมอำนาจ คนต่างชาติถือโอกาสเข้ามาครองเมือง คือพระเจ้านาราม-ซิน แห่งเอชนุนนา (กฎหมายของพระองค์มีชื่อมาก) แต่พระเจ้าชามชิ-อาดัดที่ 1 (1749-1717 ปีก่อนค.ศ.) นำราชบัลลังก์มาคืนได้ ราชอาณาจักรของพระองค์กว้างขยายไปยังดินแดนที่เป็นภูเขาทั้งหมด ส่วนหนึ่งของเมโสโปเตเมียและราชอาณาจักรมารี ทรงสร้างและรักษาสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศ พระราชโอรสของพระองค์ชื่อ อิชเม-ดากานที่ 1 พ่ายแพ้ต่อพระจ้าริม-สิน แห่งลาร์ซา และภายหลังตกเป็นเมืองขึ้นของพระเจ้าฮัมมูราบีแห่งบาบิโลเนีย ประวัติของจักรวรรดิอัสซีเรียก่อน 1450 ปีก่อนค.ศ.ไม่ค่อยมีผู้ศึกษามากนัก ครั้งสุดท้ายอัสซีเรียกลายเป็นรัฐหนึ่งที่ขึ้นกับอาณาจักรมิตานนี (ในอิรักปัจจุบัน)

นครรัฐบาบิโลน

1728-1686 พระเจ้าฮัมมูราบี แห่งเมืองบาบิโลน
ตอนพระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์นั้นมีนครรัฐ 6 รัฐ กำลังทำสงครามกัน คือ ลาร์ซา เอชนุนนา บาบิโลน กาทนา จามซาด (เอเลปปัจจุบัน) และอัสสู นครรัฐลาร์ซา มารี และบาบิโลน นั้นร่วมกันทำสงครามต่อต้านนครรัฐเอชนุนนา อีลาม พวกชาวเขาและนครรัฐอัสสูมาเป็นเวลา 15 ปี เมื่อพระเจ้าฮัมมูราบีได้รับชัยชนะเหนือนครรัฐเพื่อนบ้านแล้ว จึงเกลี้ยกล่อมพระเจ้าริม-สิน แห่งลาร์ซา และซิมริลิมแห่งมารีให้เป็นพวกของพระองค์ พระเจ้าซิมริลิมพระองค์นี้เองที่เป็นผู้ก่อสร้างพระราชวังที่มีชื่อเสียงที่เมืองมารี ณ ที่นี้นักโบราณคดีขุดพบแผ่นดินเหนียวเล่าเรื่องราวต่างๆ ถึง 20,000 แผ่น ถือเป็นหลักฐานทางโบราณคดีที่สำคัญมาก

กฎหมายฮัมมูราบี บอกให้เราทราบถึงความห่วงใยที่พระเจ้าฮัมมูราบีมีต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพลเมืองของพระองค์ กฎหมายนี้ตั้งอยู่บนรากฐานของการกำหนดโทษผู้กระทำผิด การลงโทษสมัยนี้มีการโบยด้วยแซ่ ตัดสินประหารชีวิต (แทงด้วยของแหลม เผาไฟ ถ่วงน้ำ) ภาษาราชการในบาบิโลน คือภาษาอัคคาเดียน รับอิทธิพลทางวรรณคดีจากเมโสโปเตเมีย เทพเจ้าที่สำคัญมีมาร์ดุคแห่งบาบิโลน เทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์ชามาช เทพแห่งความรักอิชทาร์ กษัตริย์ที่ครองราชย์ต่อจากพระเจ้าฮัมมูราบีเสียดินแดนทางใต้ และทำสงครามกับพวกคาสไซท์และฮูไรท์หลายครั้ง

1531 พระเจ้ามูร์ซิลที่ 1 ของพวกฮิตไทท์ปล้นและเผาบาบิโลน

1530-1160 สมัยคาสไซท์ ชาวอิหร่าน

1160 เมืองบาบิโลนถูกปล้นอีกครั้ง และอำนาจของพวกคาสไซท์ก็หมดลงเพราะแพ้ต่อพวกอีลาม (ที่ 13) จาก 1137 ปีก่อนค.ศ.เป็นต้นมา บาบิโลนรุ่งเรืองขึ้นอีกครั้งสมัยพระเจ้านาบุโคโดโนซอร์ที่ 1 (ราชวงศ์ที่ 4 ของบาบิโลน) ทรงปลดปล่อยบาบิโลน จากพวกอีลาม และทรงตั้งอาณาจักรใหม่ หลังรัชกาลของพระองค์ บาบิโลนก็ตกอยู่ภายใต้อำนาจของอัสซีเรียอีก

พวกฮูไรท์
ดินแดนเมโสโปเตเมียตอนเหนือ ได้รับการรุกรานจากพวกฮูไรท์ที่มาจากแถวทะเลสาบแวน พวกนี้รุกรานต่อไปในอัสซีเรีย เมโสโปเตเมียทั้งหมด ตุรกี ซีเรีย เลบานอน ปาเลสไตน์ ทุกแห่งที่พวกฮูไรท์เข้าไปอยู่ จะไปในลักษณะชนชั้นเหนือกว่าผู้อื่น (Marjanni = นักรบ ; ภาษาอินเดียว่า มารจา = อัศวินหนุ่ม) เป็นเจ้าที่ดิน และที่ดินถือเป็นมรดกสืบสกุล แต่เจ้าของที่ดินมีสิทธิ์ยกให้ใครก็ได้ตามใจชอบ พวกนักรบฮูไรท์ใช้รถเทียมม้าอันเป็นสัญลักษณ์ของชนชั้นสูง

ด้านศาสนา เทพเจ้าที่สำคัญ คือ เตชุม (เทพเจ้าแห่งดินฟ้าอากาศ) เซปาท (เทพธิดาแห่งดวงอาทิตย์) และคูมาร์บิ (บิดาแห่งเทพทั้งหลาย) แต่ชนอารยันชั้นสูงบูชาเทพเจ้าอินเดีย คือ พระอินทร์ มิตรา และวรุณ

ด้านศิลปะ แผ่นหินสลักภาพนูนต่ำเรียงเป็นแถว และการสร้างบ้านตามยาวแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้า

จักรวรรดิอัสซีเรียตอนกลาง (1375-1047 ปีก่อนคริสตศักราช)

1390-1364 กษัตริย์อัสซีเรีย เอริบา-อาดาด สมทบกับพวกฮิตไทท์ รุกรานอาณาจักรมิตานนี ภายหลังเกิดสงครามครั้งใหญ่เป็นโอกาสให้พวกอาร์เมเนียเข้ามาโจมตี อาณาจักรฮิตไทท์ล่มสลายลง อำนาจของอัสซีเรียเสื่อม
1112-1074 พระเจ้าเตกลาธฟาลาซาร์ที่ 1 เป็นผู้นำอำนาจอัสซีเรียกลับมาเหมือนเดิม จากนั้นทำสงครามขยายดินแดนขึ้นไปทางเหนือ ซีเรียต้องส่งส่วยให้อัสซีเรีย กษัตริย์องค์ต่อมาทำสงครามกับพวกอาร์เมเนีย
เทคนิคการทำสงคราม รถรบอยู่ตรงกลาง พลเดินเท้าและกองเสบียงสวมเกราะ ถือโล่ห์อยู่ตรงปีกซ้ายขวา มีการใช้เหล็กเมื่อประมาณ 1200 ปีก่อนค.ศ. ช่างตีเหล็กทำอาวุธของพวกฮิตไทท์เดินทางไปในกองทัพด้วย พวกฮิตไทท์เป็นเจ้าของดินแดนที่มีแร่เหล็กมาก
กฎหมายและการลงโทษ ตัดหรือเจาะหู ตัดริมฝีปากและนิ้ว ตัดอวัยวะเพศชาย ยางมะตอยราดหน้าให้เสียโฉม
ด้านเศรษฐกิจ การค้าแบ่งระหว่างวัด กษัตริย์ และขุนนาง การเกษตรกรรมรุ่งเรืองมาก มีการพัฒนาเทคนิคการไถนา

ประวัติอารยธรรมเมโสโปเตเมีย เมื่อ 1000 ปีก่อนคริสตศักราช

จักรวรรดิอัสซีเรียตอนปลาย (883-612 ปีก่อนคริสตศักราช)
พระเจ้าอัสสูร์นาซิปาลที่ 2 ขึ้นครองราชบัลลังก์ (883-859 ปีกอ่นค.ศ.) พระองค์ได้ชื่อว่า เป็นกษัตริย์ที่เหี้ยมโหดที่สุดของอัสซีเรีย ทรงขยายอาณาเขตไปกว้างไกลด้วยการทำสงครามกับเพื่อนบ้าน ทรงนำวิธีการทำสงครามแบบใช้กองทัพม้า เป็นครั้งแรก ทรงมีวิธีที่เหี้ยมโหดในการทำให้คนยอมรับพระองค์ คือ การทรมานร่างกายด้วยวิธีต่างๆ หรือไม่ก็ฆ่าเสียให้หมดสิ้น เมืองหลวงย้ายจากอัสซีเรียมาที่กาลาห์(เหนือเมืองอัสสู) ซึ่งพระองค์ก็ทรงสร้างพระราชวัง และนำเชลยสงครามมาไว้ที่นี่ โอรสของพระองค์ คือ พระเจ้าซาลมานาสาร์ที่ 3 (858-824 ปีก่อนค.ศ.) ทรงสนพระทัยซีเรียและปาเลสไตน์เพราะต้องการควบคุมเส้นทางการค้าจากแม่น้ำไทกริสและยูเฟรติสมายังทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทรงโจมตีเมืองดามัส (เมืองหลวงของซีเรียปัจจุบัน) แต่ไม่สำเร็จ ขณะนั้นที่เมืองนี้มีชาวอาร์เมเนียอยู่มาก ตอนนี้เองที่ในหลักฐานทางประวัติศาสตร์กล่าวถึงพวกมีดส์และพวกเปอร์เซีย (835 ปีก่อนค.ศ.) ปลายสมัยของพระองค์ ซามสิ-อาดัด ผู้เป็นโอรสก่อกบฎ แต่ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากบาบิโลเนียจึงทำการสำเร็จ และขึ้นเป็นกษัตริย์ซามสิ-อาดัด ที่ 5 และจากการช่วยเหลือนี้เองที่ทำให้อัสซีเรียต่อต้านพวกมีดส์ที่เข้ามารุกรานไว้ได้ ตอนนั้นพวกมีดส์ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่แถวทะเลสาบอูร์เมีย (ปัจจุบันอยู่ในอิหร่านตอนเหนือใกล้ทะเลสาบวาน)
810-806 ปีก่อนค.ศ. พระเจ้าเซริรามิส (ซามมูรามาท) ครองราชย์ทรงมีชื่อเสียงทั้งในและนอกประเทศ กษัตริย์ต่อจากพระองค์ทำสงครามกับพวกบาบิโลเนีย พวกมีดส์และโดยเฉพาะกับพวกอาณาจักรอูราตู (ที่ทะเลสาบวาน ปัจจุบันอยู่ในตุรกีตะวันตก)
745-724 ปีก่อนค.ศ. พระเจ้าเตกลาธฟาลาซาร์ที่ 3 ทรงตั้งอาณาจักรอัสซีเรียอันยิ่งใหญ่ ปราบเจ้าครองนครรัฐต่างๆ และทรงทำอาณาจักรให้เข้มแข็ง ทรงได้ชัยชนะเหนือพระเจ้าซาร์ดูร์ที่ 2 แห่งอูราตู และรุกรานซีเรียตอนเหนือ ดามัส และกาซา พระองค์กลายเป็นกษัตริย์ของบาบิโลนภายใต้พระนามว่า พระเจ้าปูลู กษัตริย์ต่อจากพระองค์ คือ พระเจ้าซาลมานาสาร์ที่ 5 ทรงไม่ลงรอยกับพวกพระ จึงถูกลอบปลงพระชนม์ที่ซามารี (เหนือเยรูซาเล็ม)
772-705 ปีก่อนค.ศ. พระเจ้าซาร์กอนที่ 2 (Sharroukin = กษัตริย์ผู้ทรงธรรม) ทรงฟื้นฟูด้านศาสนาและให้พวกพระมีอภิสิทธิ์เหมือนเดิมเช่นเดียวกับเชื้อพระวงศ์ ทรงชนะพวกนครรัฐของฮิตไทท์ ได้ครองอูราตู ทำสงครามกับพวกมีดส์ ขยายอำนาจเหนือบาบิโลน ชนะต่ออียิปต์ที่เมืองราเฟีย (เมืองริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ตั้งอยู่บนคาบสมุทรซีนาย) ทรงสร้างเมืองหลวงที่ดูร์-ซาร์รูคิน (หรือ โฆร์สาบัด เหนือเมืองกาลาห์) โอรสของพระองค์ คือ
พระเจ้าเซนนาเซริม (704-618 ปีก่อนค.ศ.) เป็นกษัตริย์ที่มีอำนาจเด็ดขาด เมื่อ 701 ปีก่อนค.ศ. ทรงทำให้แคว้นยูดา (เมืองหลวง คือ เยรูซาเล็ม) เข้ามาอยู่ในอำนาจ ทรงทำลายบาบิโลน ทรงขยายเมืองนินิฟ ซึ่งเป็นเมืองแรกของนครรัฐของพระองค์ด้วยการเกณฑ์ทหารในกองทัพมาเป็นจำนวนมาก (สร้างกำแพง 2 ชั้น สูง 25 เมตร มีหอสังเกตการณ์ 15 หอ) มีการขุดคลองยาวถึง 50 กิโลเมตร เพื่อให้คนมีน้ำใช้ทั่วถึง มีสะพานส่งน้ำยาว 280 เมตร และกว้าง 22 เมตร ความที่ทรงเป็นกษัตริย์ที่เข้มงวด จึงมีคนลอบปลงพระชนม์ โอรสองค์สุดท้อง คือ
พระเจ้าอัสสาร์ฮาดดอน (680-669 ปีก่อนค.ศ.) ขึ้นครองราชย์และทรงสร้างบาบิโลนใหม่ ทรงทำสัมพันธไมตรีกับพวกซิธ (เชื้อสายเดียวกับพวกอิหร่าน) ขับไล่ซิมเมเรียน (จากรัสเซียตอนใต้) ออกไปและรบชนะอียิปต์ได้ดินแดนจนถึงนูเบีย นับเป็นสมัยที่อาณาจักรอัสซีเรียกว้างขวางที่สุด
668-626 ปีก่อนค.ศ. พระเจ้าอัสสูร์บานิปาล ทำลายเมืองธีบส์ของอียิปต์ แต่เป็นเพราะอียิปต์อยู่ไกลมากจึงไม่อาจปกครองได้ ประกอบกับพระเชษฐาที่ครองบาบิโลนก่อกบฎ โดยได้รับความร่วมมือจากศัตรูของอัสสูร์ 648 ปีก่อนค.ศ. ทรงยึดบาบิโลนไว้ในอำนาจ 639 ปีก่อนค.ศ. ทำลายซูส (อีลาม) ทรงสร้างหอสมุดใหญ่ที่นินิฟ (มีแผ่นดินเหนียวบันทึกถึง 22,000 แผ่น เป็นบทกวี วรรณคดี ประวัติศาสตร์ ปรัชญา การแพทย์ ดาราศาสตร์ รายการสินค้าและบัญชี) ต่อมามีเรื่องไม่สงบในประเทศและพวกซีธเข้ามาบุกรุก ทำให้บ้านเมืองเสื่อม พระเจ้าซียาซาร์แห่งมีเดีย (มีดส์) และพระเจ้านาโบโปลาสซาร์แห่งบาบิโลนยึดอำนาจและทำลายเมืองทุกเมืองของพวกอัสซีเรีย ประชากรถูกฆ่าตายหมด

งานศิลปกรรม พระราชวังขนาดมหึมาพร้อมงานประติมากรรมตกแต่งที่ได้สัดส่วนกับขนาดของสถาปัตยกรรม มีที่เมืองนินิฟ กาลาห์ ดูร์-ซาร์รูคิน และอัสสูร์ (ภาพการล่าสัตว์ สงคราม และเทพเจ้า) ภาพเล่าเรื่องราวเป็นภาพประติมากรรมแบบนูนต่ำ

จักรวรรดิบาบิโลเนียตอนปลาย (625-539 ปีก่อนค.ศ.)
พวกคาลเดี้ยนพยายามชนะบาบิโลเนียจนสำเร็จหลังรัชกาลพระเจ้าอัสสูร์บานิปาล
625-605 ปีก่อนค.ศ. พระเจ้านาโบโปลาสซาร์ทรงเป็นกษัตริย์ครองบาบิโลน อีลาม เมโสโปเตเมียตะวันตก ซีเรีย และปาเลสไตน์ 604-562 ปีก่อนค.ศ. พระเจ้านาบุโคโดโนซอร์ที่ 2 ทรงเป็นนักการทูตที่ชาญฉลาด อาณาจักรของพระองค์รุ่งเรืองที่สุด ทรงขยายเมืองบาบิโลน สร้างถนนยาวหลายสาย สร้างประตูอิชทาร์ สร้างวัดอีสากิล สร้างพระราชวังที่งามที่สุด มีหอคอยเป็นชั้นๆ เรียกว่า อีเทเมนานกิ (หรือ ที่เรารู้จักกันในชื่อว่าหอบาเบล สูงถึง 90 เมตร) สมัยนี้ผู้มีอิทธิพลมีอำนาจเท่าเทียมกัน
598 ปีก่อนค.ศ. ทรงครองเยรูซาเล็มตามข้อตกลงระหว่างแคว้นยูดาและอียิปต์ (ยิวอพยพออกจากประเทศเป็นครั้งแรก) 587 ปีก่อนค.ศ. ทำลายเยรูซาเล็ม ต่อจากนั้นบ้านเมืองเสื่อมเพราะกษัตริย์ขัดแย้งกับสาวกของพวกเทพเจ้ามาร์ดุก ฝ่ายหลังเลือกพระเจ้านาโบนิดให้เป็นกษัตริย์ (553-539 ปีก่อนค.ศ.) ทรงได้ชื่อว่าเป็น " นักโบราณคดีบนบัลลังก์ " แต่ต่อมาไม่ลงรอยกับพวกพระทรงจำต้องออกจากบาบิโลนไป บาลธาซาร์เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ทำหน้าที่แทนเป็นเวลา 10 ปี 539 ปีก่อนค.ศ. พระเจ้าซิรุสที่ 2 แห่งเปอร์เซียยึดบาบิโลน บาบิโลนกลายเป็นเมืองหนึ่งของเปอร์เซีย 331 ปีก่อนค.ศ. พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชแห่งกรีกยึดบาบิโลน บาบิโลนรับอารยธรรมกรีกเฮเลนิสติก

อารยธรรมอินเดียโบราณ

อารยธรรมอินเดียโบราณ

ลุ่มแม่น้ำสินธุนั้นเป็นแหล่งกำเนิดอารยธรรมสำคัญแห่งหนึ่งของโลก(๑ใน ๔ แห่ง) คือ อินเดียโบราณ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดศาสนาพราหมณ์และพระพุทธศาสนา ดังนั้นความเชื่อทั้งสองศาสนานี้จึงได้เผยแพร่ไปยังประเทศต่างๆในชมพูทวีป(ทวีปเอเซียด้านตะวันออก) โดยอาศัยการเดินเรือไปตามชายฝั่งทะเลและข้ามมหาสมุทรไปยังดินแดนต่างๆในคาบมหาสมุทรอินเดียและคาบมหาสมุทรอินโดจีน
อารยธรรมของอินเดียโบราณนั้น ถือว่าการให้การศึกษานั้นคือการให้แสงสว่าง ที่มีความหมายไปถึงการช่วยให้เกิดสมรรถภาพที่จะต่อสู้กับความยากลำบาก และแก้ไขปัญหานานาประการในชีวิตให้ลุล่วงสำเร็จผลสมความปราถนา ดังนั้นการศึกษาจึงต้องสมบูรณ์โดยสามารถนำความรู้ไปใช้งานและปฏิบัติได้อย่างจริงจัง การมีความรู้เชี่ยวชาญทั้งด้านทฤษฎีและปฏิบัติ แม้จะเป็นเพียงแขนงวิชาเดียวก็ได้รับความสำเร็จได้ ด้วยเหตุที่มนุษย์มีความเชื่อว่า สังคมที่ก้าวหน้าไปได้นั้นขึ้นอยู่กับการศึกษาและถือว่าการศึกษาเป็นอภิสิทธิของชนชั้นสูงที่มีเวลาว่างและมีฐานะทางสังคมจะเข้าศึกษาได้ก็ตาม
ดังนั้นในพิธีอุปานยนะ หรือพิธีรับศิษย์เข้าเรียนในสำนักนั้น ก็มุ่งหวังที่จะเผยแพร่ความรู้นั้นให้กับกุลบุตรกุลธิดาโดยจัดเข้าไปในบทบัญญัติทางศาสนา เพื่อให้การศึกษาเกิดความเชื่อถือและปฏิบัติตามอย่างกว้างขวางและเคร่งครัด
คัมภีร์พฤหทาระณยกะอุปนิษัท ได้ระบุไว้ตอนหนึ่งว่า
“ หนี้ที่มนุษย์มีต่อบิดามารดานั้นจะชำระได้มิใช่เพียงแต่โดยการมีบุตรสืบตระกูลเท่านั้น หากยังจะต้องจัดการให้บุตรเหล่านั้นได้รับการศึกษาเป็นอย่างดีด้วย”
ด้วยเหตุนี้ชาวอารยันทุกคนที่อยู่ในวรรณะพราหมณ์ กษัตริย์และแพทย์ จึงย่อมได้รับการศึกษาตามคัมภีร์
ภายหลัง(ประมาณพ.ศ.๕๔๔–พ.ศ.๑๕๔๔)ปรากฏว่ากษัตริย์และแพทย์ได้ห่างจากการประกอบพิธีอุปานยนะอย่างแต่ก่อน จึงเป็นเหตุให้พราหมณ์ได้รับการศึกษาจนมีความรู้ดีกว่า และได้มีการบัญญัติให้เป็นคำสั่งสอนทางศาสนาว่า การสอนวิชาหรือการเผยแพร่ความรู้ให้แก่ผู้อื่นนั้นเป็นหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ ผู้เป็นพราหมณ์เท่านั้นควรจะได้ทำหน้าที่สอนโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ หาไม่แล้วสังคมจะประนามอย่างแรง ถึงกับเลิกคบหาสมาคมและเลิกอำนวยความช่วยเหลือสิ้นทุกประการ
เพื่อให้พราหมณ์มีอาชีพเป็นครูบาอาจารย์และเป็นการส่งเสริมให้เกิดศักดิ์ศรีและความสนใจในการศึกษาของประชาชน คัมภีร์ต่างๆทั้งทางศาสนาและวัฒนธรรมได้ชักชวนให้รัฐและสังคมได้ดูแลให้ความเกื้อกูลอย่างเต็มที่แก่ผู้มีอาชีพสอนหนังสือหรือให้ความรู้แก่ผู้อื่น ทำให้ครูบาอาจารย์ได้รับการยกย่องอย่างสูงในสังคม โดยเฉพาะพราหมณ์ นั้นในคัมภีร์ยาชญวลกย สมฤติ บรรพที่ ๓ ได้กล่าวว่า
“การลืมวิชาที่ได้เล่าเรียนมา มีโทษเป็นบาปเท่ากับฆ่าเพื่อน หรือฆ่าพราหมณ์คนหนึ่ง”
ในคัมภีร์ศาสนานั้นระบุให้พราหมณ์ทุกคนถือเป็นหน้าที่ในชีวิตตน ที่จะต้องเผยแพร่วิชาความรู้ที่ตนได้เล่าเรียนมา จะบิดพริ้วหรือหลีกเลี่ยงไม่ได้
ดังนั้นในสำนักเรียน ที่เรียกว่า มัฐ นั้นจึงเกิดขึ้นในอารามของภิกษุในพุทธศาสนาก่อน ต่อมาศาสนาฮินดูได้จัดสำนักเรียนขึ้นตามอย่างในสถานที่สำคัญในศาสนาของตน
สำนักเรียนโบราณ(มัฐ)นี้อยู่ในความดูแลของ ปิฏกาจารย์ คืออาจารย์ผู้สอนหรือผู้ชำระหมวดแห่งคำสอน โดยมี อันเตวาสิก คือ ลูกศิษย์ที่มีความหมายว่า ผู้อาศัยอยู่ภายในบ้านหรือตระกูล และผู้ที่เป็นลูกศิษย์อาวุโสหรือหัวหน้าลูกศิษย์นั้นเรียกว่า เชฎฐานเตวาสิก และการจัดการศึกษาในชุมชนนั้นเป็นพระราชดำริของพระเจ้าชารลมาญมหาราช(CHARLEMAGNE)ทรงเริ่มขึ้นเมื่อประมาณพ.ศ.๑๓๔๓ แต่เมื่อพระองค์สวรรคตการจัดการศึกษาก็หยุดไปด้วย ต่อมาในรัชสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช การศึกษาจึงเจริญรุ่งเรืองและแพร่หลายมากขึ้น มหาวิทยาลัยนาลันทา และมหาวิทยาลัยวิกรมศิลา จึงเป็นศูนย์กลางการศึกษาชั้นสูงที่มีชื่อเสียงที่สุดของชาวพุทธ
ครูบาอาจารย์ผู้ให้ความรู้นั้นคนหนึ่งจะรับลูกศิษย์ได้ไม่เกิน ๑๐–๑๕ คน และลูกศิษย์นั้นตอบแทนครูบาอาจารย์ด้วย คุรุทัปษิณา คือสิ่งตอบแทนที่ศิษย์จะต้องหามาให้อาจารย์เป็นการช่วยเหลือการครองชีพของอาจารย์ ในวรรณคดีบาลีเรียกว่า “อาจาริยธน” แปลว่าเงินที่ให้ หรือเป็นส่วนของอาจารย์ แต่ในคัมภีร์มนุสมฤตินั้นได้ให้ ครูบาอาจารย์ ตระหนักว่าเป็นหน้าที่ของตน คือการสอนหนังสือนั้นเป็นวิทยาทาน โดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง และเตือนผู้ปกครองของลูกศิษย์ให้ระลึกว่า”พระคุณของครูบาอาจารย์ที่ได้สอนหนังสือให้แก่ลูกศิษย์ แม้เพียงให้รู้อักษรเพียงตัวเดียวนั้น ย่อมไม่มีสิ่งใดในโลกจะมีคุณค่าตอบแทนให้เสมอเหมือนได้”
สังคมสมัยโบราณเน้นการศึกษาจากคัมภีร์พระเวท ซึ่งถือว่าเป็นหลักฐานหรือโบราณศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดของภาษาสันสกฤต เป็นความรู้ทางศาสนาที่เป็นหัวใจของชาวฮินดู ที่รวมปัญญาความคิดจากโบราณจารย์มาหลายชั่วอายุคน ตกทอดสืบเนื่องในความจำมานับพันปี ประกอบด้วยคัมภีร์หลัก ๓ ประเภท คือ
คัมภีร์สํหิตาหรือมนตร หมายถึงคัมภีร์ที่เป็นชุมนุมบทสวดสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้า บทสวดขับร้อง มนตหรือพระสูตรคาถาที่ใช้สำหรับพิธีบูชายัญ โดยแต่งเป็นคำฉันท์
คัมภีร์พราหมณะ หมายถึงคัมภีร์ที่เป็นความร้อยแก้ว อธิบายความหมายของบทสวดสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้า บัญญัติบทสวดให้เหมาะสมกับการใช้ในที่ใด พรรณาถึงที่มาของบทสวดสรรเสริญในส่วนที่เกี่ยวกับพิธีบูชายัญ และยังได้อธิบายความหมายของพิธีนั้นด้วย


คัมภีร์อารณยกะ และอุปนิษษัท หมายถึงคัมภีร์ที่เป็นบทประพันธ์ที่ว่าด้วยความคิดด้านปรัชญา ความคิดนึกเรื่องวิญญาณหรืออาตมัน เรื่องพระเป็นเจ้า โลก และมนุษย์ บางตอนในคัมภีร์นี้จะซ้ำกับคัมภีร์พราหมณะ
คัมภีร์ที่เป็นโบราณศาสตร์เหล่านี้ ได้แพร่หลาย ถ่ายทอดต่อกันไป โดยเฉพาะคัมภีร์สํหิตาหรือมนตร นั้น ได้มีโบราณจารย์ได้แก้ไขเพิ่มเติมให้เหมาะสม จนแบ่งออกเป็น พระเวททั้งสี่ เรียกว่าคัมภีร์จตุรเวท ได้แก่
สํหิตา ที่เป็นชุมนุมบทประพันธ์ที่ใช้สวนสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้านั้นเรียกใหม่ว่า ฤคเวทสํหิตา
สํหิตา ที่เป็นชุมนุมบทประพันธ์ว่าด้วยพระสูตรสำหรับใช้ในพิธีบูชายัญนั้นให้เรียกใหม่ว่า ยชุรเวทสํหิตา ซึ่งยังแบ่งออกเป็นสองสายคือ กฤษณยชุรเวท(ยชุรเวทดำ) และศุกล ยชุรเวท (ยชุรเวทขาว)
สํหิตา ที่เป็นชุมนุมบทประพันธ์ว่าด้วยบทสวดขับร้องนั้นให้เรียกใหม่ว่า สามเวทสํหิตา
สํหิตา ที่เป็นชุมนุมบทประพันธ์ที่ว่าด้วยมนต์หรือคาถาต่าง ๆนั้นให้เรียกใหม่ว่า อถรวเวทสำหิตา หรืออาถรรพเวท
จตุรเวทนี้ แต่ละคัมภีร์นั้นต่างมีคัมภีร์พราหมณะ อารณยกะ และอุปนิษัท เป็นบริวาร และชาวฮินดูโบราณถือว่าเป็น ศรุติ คือสิ่งที่ได้ยินมาจากพระเป็นเจ้า เป็นข้อความที่พระผู้เป็นเจ้าทรงเปิดเผยให้มนุษย์ทราบโดยผ่านฤาษีหลายตน และจะสถิตสถาพรไปชั่วกาลนาน จึงทำให้ คัมภีร์พระเวทนั้นเป็น อเปารุเษย แปลว่า สิ่งที่ไม่ได้สร้างด้วยมนุษย์และมีความเป็นนิตย์ที่ยืนยงคงอยู่ตลอดกาล ดังนั้นฤาษีที่ได้ฟังพระเวทนี้จากพระโอษฐของพระเป็นเจ้าเรียกว่า มนตรทรษฎา แปลว่า ผู้ที่ได้เห็นหรือได้รับมนตร์จากพระผู้เป็นเจ้าโดยตรง ส่วนคัมภีร์ที่มนุษย์จดจำปฏิบัติต่อกันมาจนเป็นประเพณีนั้นเรียกว่า คัมภีร์ สมฤติ (คัมภีร์จากความจำของมนุษย์) ซึ่งประกอบด้วยโบราณศาสตร์ที่มนุษย์ต้องเรียนรู้ ดังนี้
คัมภีร์เวทางค์ (เวท + องค หมายถึงแขนขาหรือส่วนประกอบของเวท) หรือเรียกอีกชื่อว่า สูตร เป็นคัมภีร์ที่มี ๖ วิชา ได้แก่
วิชาออกเสียง เรียกว่า ศิกษา
วิชาแต่งกาพย์กลอนโคลงฉันท์ เรียกว่า ฉนทส
วิชาไวยากรณ์ เรียกว่า วยากรณ์
วิชาว่าด้วยที่มาของศัพท์ เรียกว่า นิรุกต
วิชาดาราศาสตร์ เรียกว่า โชยติษ
วิชาพิธีกรรม เรียกว่า กลป
การศึกษาวิชาออกเสียงและวิชาแต่งกาพย์กลอนโคลงฉันท์ นั้นจำเป็นสำหรับการเรียกอ่านพระคัมภีร์ ส่วนวิชาดาราศาสตร์ และวิชาพิธีกรรม นั้นสำหรับนำเอาความรู้นี้ไปใช้ในพิธีบูชายัญ คัมภีร์เวทางค์นี้มีลักษณะสำคัญคือ การเก็บเอาใจความมาย่อเป็นสูตรสั้น ๆแล้วให้คำอรรถธิบายประกอบโดยละเอียด เพื่อให้สะดวกแก่การท่องจำ เมื่อท่องจำสูตรได้ก็มักจะจำคำอธิบายโดยละเอียดได้เช่นกัน จึงพากันเรียกอีกชื่อว่า”สูตร”
อีกคัมภีร์ที่มีความสำคัญรองลงมาจากพระเวท คือ คัมภีร์อุปเวท มีวิชาที่เรียนกันอยู่ ๔ วิชาที่ศึกษาเพื่อทำหน้าที่เป็นแพทย์ นักรบ นักแสดง คือ
วิชาแพทย์ศาสตร์ เป็นภาคหนึ่งของคัมภีร์ฤคเวท เรียกว่า อายุรเวท
วิชายิงธนู เป็นภาคหนึ่งของคัมภีร์ยชุรเวท เรียกว่า ธนุรเวท
วิชาดนตรีและขับร้อง เป็นภาคหนึ่งของคัมภีร์สามเวท เรียกว่า คานธรวเวท
วิชาใช้อาวุธ เป็นภาคหนึ่งของคัมภีร์อถรวเวท
คัมภีร์อุปเวทนี้โบราณจารย์ได้เพิ่มให้อีกเป็น ๒ วิชาเป็นวิชาก่อสร้าง เรียกว่า สภาปตยเวท และวิชาศิลปวิทยา เรียกว่า ศิลปศาสตร์
การศึกษาในอินเดียโบราณนั้นนอกจากเรียนคัมภีร์จตุรเวท (คือพระเวททั้งสี่ได้แก่ คัมภีร์ฤคเวท คัมภีร์ยชุรเวท คัมภีร์สามเวทและคัมภีร์อถรวเวทหรืออาถรรพเวท)แล้วยังต้องเรียกคัมภีร์เวทางค์และคัมภีร์อุปเวทอีก นอกนี้ยังมีมหากาพย์ที่ยิ่งใหญ่และคัมภีร์สำคัญที่ต้องเรียนต่อไปอีก เช่น
มหากาพย์ เป็นบทประพันธ์ประเภทกาพย์ ที่ใช้เรื่องราวปรัมปราเล่าสืบต่อกันมา เรียกว่า อิติหาส(อิติ+หา+อาส แปลว่า เป็นเช่นนั้นจริงจริง หมายถึงวิชา ประวัติศาสตร์นั่นเอง)
มหากาพย์รามายณะ เป็นมหากาพย์ชิ้นแรกของโลกที่รจนาโดย ฤาษีวาลมีกิ แต่งจำนวน ๒๔,๐๐๐ โศลก มีทั้งหมด ๗ กานฑ(กัณฑ์)หรือ ๗ ตอน เป็นเรื่องราวของพระรามและนางสีดา รามายณ แปลว่า การไปของราม ซึ่งหมายถึงการเดินทางบุกป่าฝ่าดงของพระรามในการติดตามหานางสีดา นั่นเอง ต่อมาเรื่องราวนี้ได้เผยแพร่ไปในเอเซียอาคเนย์ จึงเกิดวรรณคดีเรื่องนี้ในหลายชาติเช่น อินโดนีเซีย มลายู กัมพูชา ลาว พม่าและไทย สำหรับไทยนั้นได้แต่งเติมและสร้างเรื่องใหม่ให้เหมาะสมกับขนบธรรมเนียมฝ่ายกรุงศรีอยุธยาในชื่อว่า รามเกียรติ ที่ใช้การแสดงโขน ถ่ายทอดเรื่องราว
นอกจากนี้ยังมีกาพย์ที่สรรเสริญพระรามโดยพรรณาชีวประวัติและยกย่องคุณความดีอีกหลายเล่มเช่น กาพย์รฆุวงศ์ ของ รัตนกวี กาลิทาส
มหากาพย์มหาภารตะ มหากาพย์ที่ยิ่งใหญ่มีแต่งเป็นฉันท์โดยฤาษีเวทวยาสหรือกฤษณ ไทวปายน แต่งจำนวน ๑ แสนโศลกมีทั้งหมด ๑๘ บรรพ(ปรว)หรือประมาณ ๒๒๐,๐๐๐ บรรทัด เนื้อเรื่องเป็นการพรรณาถึงการทำสงครามที่ขับเคี่ยวกันระหว่างพี่น้องสองตระกูลคือตระกูลเการพ(โกรพ) กับตระกูลปาณฑพ ที่สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษเดียวกัน คือ ท้าว ภรต (โอรสท้าวทัศยันต์กับนางศกุนตลา) เพื่อแย่งชิงราชสมบัติหรือแย่งกันปกครองแผ่นดิน ซึ่งเป็นเรื่องปกติของประเทศต่างทุกแห่งแต่ฮินดูนั้นถือว่ามหาภารตะนี้ คือสงครามระหว่างฝ่ายธรรมะที่ชนะอธรรม ณ ทุ่งกุรุเกษตร ต่างสู้รบกันนานถึง ๑๘ วันต่างสูญเสียรี้พลมากมายจนเป็น”มหายุทธ”ที่ดุเดือดบ้าคลั่งสงคราม เรื่องนี้เกิดก่อนพระพุทธเจ้าประสูติ ๕๐๐ ปี นับเป็นงานวรรณกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่รวบรวมเรื่องปรัมปรา ขนบธรรมเนียมประเพณี และนานาปรัชญาจากพหุเทวนิยม เทวนิยม เอกนิยม ที่เต็มไปด้วยพลังทางสร้างสรรค์ นอกนั้นยังใช้เป็นธรรมศาสตร์ อรรถศาสตร์ นิติศาสตร์และโมกษศาสตร์ด้วย มหากาพย์นี้มีโศลกยกย่องว่า
“ สิ่งใดที่มีอยู่ในมหากาพย์นี้ สิ่งนั้นอาจมีให้เห็นในที่อื่นได้ แต่สิ่งใดที่ไม่มีอยู่ในมหากาพย์นี้ สิ่งนั้นย่อมจะหาไม่ได้เลยในที่แห่งอื่น”
ในมหากาพย์มหาภารตะเรื่องนี้ ปรากฏมีชื่อ พระอาจารย์โทรณะ ว่าเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญอย่างยอดเยี่ยมในศิลปทั้งหลายรวมทั้งวิชาการณรงค์สงครามด้วย ด้วยเหตุนี้บรรดาเจ้าชายทั้งหลายต้องศึกษาและเป็นลูกศิษย์พระอาจารย์ผู้นี้ทั้งสิ้น ผู้รจนานั้นได้แต่งกาพย์หริวงศ์ เพื่อสรรเสริญพระเกียรติคุณของพระกฤษณะผู้ที่ชาวฮินดูเคารพนับถือว่า เป็นอวตารปางหนึ่งของพระวิษณุเทพเจ้า จนมีชื่อเรียกว่า พระคัมภีร์พระเวทที่ ๕ อีกชื่อหนึ่ง
ศรียวาหระลาล เนห์รู ประธานาธิบดีอินเดียได้พูดถึงหนังสือมหากาพย์สองเล่มนี้ใน”พบถิ่นอินเดีย”ว่า”ข้าพเจ้าไม่รู้จักหนังสือเรื่องใดที่ใหนจะมีอิทธิพลเหนือจิตใจของมวลชนอย่างต่อเนื่อง และแผ่ไพศาลมากเท่ากับหนังสือสองเล่มนี้ แม้หนังสือนี้จะมีอายุเก่าแก่ดึกดำบรรพ์แล้ว หนังสือสองเล่มนี้ยังสร้างพลังอย่างจริงจังในวิถีชีวิตของประชาชนชาวอินเดีย”
สังคมชีวิตของอินเดียโบราณ จึงมุ่งเน้นการศึกษาศาสตร์และพระคัมภีร์ต่างๆมากมายสำหรับการสร้างอาณาจักรให้มั่นคง โดยยึดเอาความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์และการนำศาสนามาใช้ครองตนครองแผ่นดินสร้างอาณาจักรให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป

คัมภีร์โบราณต้นแบบของชีวิต
คัมภีร์โบราณที่เป็นต้นแบบชีวิตของชาวอินเดียโบราณในสมัยแรกนั้น เรียกว่า คัมภีร์ปัญจลักษณะ ได้แก่
คัมภีร์ปุราณะ เป็นเรื่องราวที่มีมาแต่โบราณกาล ถือเป็นสารานุกรมที่รวบรวมความรู้นานาประการของชาวฮินดูโบราณ และสมัยกลาง ได้แก่ความรู้ทางศาสนา ปรัชญา ประวัติศาสตร์ เรื่องราวของบุคคลสำคัญๆและพฤติการณ์ของบ้านเมือง ในปทานุกรมอมรโกษ ได้อธิบายถึง คัมภีร์ปุราณว่า เป็นคัมภีร์ “ปัญจลักษณะ” ที่มีเนื้อเรื่องประกอบด้วย ความเป็นมาของเอกภพ ความพินาศและกลับมีเป็นขึ้นใหม่ของเอกภพ ประวัติเทพเจ้าและทวยเทพ การครองโลกของพระมนู ๑๔ องค์ และประวัติของศูรยวงศ์ และจันทรวงศ์ คัมภีร์ปุราณนั้นเป็นคัมภีร์ที่ดำเนินเรื่องที่เกี่ยวกับพฤติกรรมของพระผู้เป็นเจ้าสามองค์ คือ พระพรหม พระวิษณุ พระศิวะ นับเป็น”มหาปุราณ”มีจำนวน ๑๘ เล่ม (บางแห่งว่าภาคผนวกของมหาปุราณนั้นมี อุปปุราณ อีก ๑๘ เล่ม) คัมภีร์นี้มีประโยชน์สำหรับการศึกษาค้นคว้าเรื่องชีวิตของชาวอินเดียโบราณ
คัมภีร์ภควัทคีตา แปลว่า เพลงแห่งพระผู้เป็นเจ้า เป็นตอนหนึ่งของมหากาพย์มหาภารตะ ซึ่งถือเป็นหัวใจปรัชญาของฮินดู โดยพัฒนามาจากลัทธภาควัต มีคำฉันท์เป็นบทโศลก ๗๐๐ บท หลักธรรมคำสอนให้คนเลิกคิดว่า ด้วยวิถีทางแห่งการเป็นนักบวชว่า ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะ วรรณะหรืออาชีพใดก็ตาม หากมีความภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้าแล้ว ก็ย่อมจะบรรลุถึงความหลุดพ้นได้ทุกคน และเป็นคัมภีร์ที่เน้นหนักถึงวัตรปฏิบัติทางหลักจริยธรรม หรือหลักธรรมใดถ้าหากจากความเมตตากรุณาของพระผู้เป็นเจ้าแล้ว กุศลผลบุญย่อมไม่บังเกิดขึ้นแต่ประการใด
คัมภีร์อุปนิษัท เป็นคัมภีร์ต่อท้ายคัมภีร์พระเวท เป็นคำสอนลี้ลับที่ว่าด้วยหลักหรือคำสอนเกี่ยวกับ ปรมาตมัน ที่เชื่อว่าเป็นความจริง นั้น อารตมันหรือวิญญาณของคนแต่ละชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของปาราตมัน จะต้องเวียนว่ายตายเกิดอย่างนับไม่ถ้วน ด้วยเหตุที่กรรมคือการกระทำ เมื่อหมดที่จะเวียนว่ายตายเกิดนับไม่ถ้วน ต่อเมื่อหมดกรรมแล้ว อาตมันทั้งหลายก็จะกลับคืนเข้าสู่ ปรมาตมัน
คัมภีร์ตันตระ เป็นคัมภีร์ที่ว่าด้วนคำสอนที่ลึกลับ เน้นหนักไปทางไสยศาสตร์หรือเวทมนต์คาถา ส่วนมากจะปรากฏเป็นคำสนทนาระหว่างพระศิวะกับนางทุรคา ผู้เป็นพระชายาว่าด้วยการสร้างโลก ความพินาศของโลก การบูชากราบไหว้พระเจ้า การบรรลุถึงสิ่งที่ปราถนาทุกประการ โดยเฉพาะการบรรลุถึงอิทธิฤทธิ ๖ และวิธีเข้าสู่พระผู้เป็นเจ้า ๔ วิธี ด้วยการบำเพ็ญสมาธิภาวนา คัมภีร์นี้ก่อให้เกิดลัทธิ ศกติ คือ ลัทธิลึกลับที่ใช้บูชาศักดานุภาพของเทพเจ้าฝ่ายหญิง คือ เจ้าแม่กาลี หรือเทวี
คัมภีร์พระไตรปิฏก เป็นคัมภีร์ที่รวบรวมพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า มี ๓ ภาคคือ วินัยปิฏก –ระเบียบข้อบังคับสำหรับพระภิกษุสงฆ์ สุตตปิฏก-พระพุทธวัจนะของพระพุทธเจ้า และอภิธัมมปิฏก –คำสอนชั้นสูงหรือปรัชญาของพระพุทธศาสนา เป็นคัมภีร์ของผู้ตื่นแล้วจากความเป็นจริงของโลก พระพุทธองค์ทรงประกาศว่า
“มนุษย์จะหลุดพ้นเป็นอิสระจากสังสารวัฎ คือการเวียนว่ายตายเกิดได้ ก็โดยการกำจัดเสียซึ่งกิเลสตัณหาหรือความทะยานอยาก และโดยการมีไมตรีจิตต่อสรรพชีวิตทั้งปวง”
แม้ว่าต่อมานั้นพระพุทธศาสนาจะได้แยกออกเป็น ๒ นิกายคือ
นิกายหินยานหรือเถรวาท ซึ่งเป็นนิกายที่ถือตนเองว่ายึดมั่นอยู่กับคำสอนเดิมของพระพุทธเจ้า โดยใช้บาลีเป็นภาษาบันทึกหลักธรรม นิกายนี้ได้เผยแพร่เจริญรุ่งเรืองอยู่ในประเทศที่มีดินแดนอยู่ทางใต้ได้แก่ลังกา พม่า ไทย กัมพูชาและลาว จึงเรียกว่า นิกายฝ่ายใต้หรือทักษิณนิกาย
นิกายมหายานหรืออาจาริยวาท นิกายที่แตกแยกออกไปจากพุทธบริษัทเดิม ใช้ภาษาสันสกฃฤตเป็นภาษาบันทึกคำสอนต่างๆ ตามแนวทรรศนะของตน นิกายนี้ได้เผยแพร่เจริญรุ่งเรืองอยู่ในประเทศที่มีดินแดนทางเหนือ ได้แก่ ทิเบต เนปาล จีน มงโกเลีย เกาหลี ญวน และญี่ปุ่น จึงเรียกว่านิกายฝ่ายเหนือหรือ อุตรนิกาย ซึ่งมีพระสูตรต่างๆมากมายเช่นคัมภีร์มหาวัสตุ คัมภีร์สลิตวิสูตร คัมภีร์พุทธจริต และที่สำคัญที่สุดคือ คัมภีรน์สทธรรมปุณฑรีกสูตร ซึ่งยึดมั่นในแนวคำสอนว่า
“พระพุทธองค์ทรงสถิตสถาพรอยู่กับสัตว์โลกชั่วกัลปาวสาน และทรงเป็นผู้ประทานวิมุกติภาพให้แก่ผู้ประพฤติดี ปฏิบัติชอบ” จึงทำให้พระพุทธศาสนานิกายมหายานนี้มีแนวสอนที่ใกล้เคียงกับศาสนาพราหมณ์ หรือศาสนาอื่นที่ถือว่า มีพระผู้เป็นเจ้าที่ยิ่งใหญ่
นอกจากคัมภีร์โบราณแล้ว นักอักษรศาสตร์ในสมัยราชวงศ์คุปตะ ได้นิยมการแต่ง กาวย หรือ กาพย์ ที่เต็มไปด้วยท่วงทำนองและใช้ถ้อยคำที่ได้รับการประดิษฐอย่างไพเราะเพริศพริ้งแพรวพราว จึงเกิดวรรณคดี ขึ้นมากมายในความอุปถัมภ์จากพระเจ้าแผ่นดิน นอกจากมหากาพย์ดังกล่าวแล้วยังมีงานของกาลิทาส รัตนกวีโบราณที่มีชื่อเสียงในการแต่งโคลงขับร้องและบทละคร มีผลงานที่สำคัญคือ มาลวิกาคนิมิตร (ความรักของมาลวิกาและอัคนิ) วิกรโมรวสี(อุรวสี ผู้ถูกพิชิตด้วยความกล้าหาญ และศกุนตลา(แหวนที่หาย) ส่วนงานวรรณกรรมอื่นนั้นมีมากมายเช่น รฆุวงศ์ เป็นกาพย์พรรณาวงศ์พระราม กุมารสมภพ บรรยายกำเนิดของขันธกุมาร หรือการติเกยะ เทพเจ้าสงคราม ฤตุสมหาร บรรยาย การหมุนเวียนเปลี่ยนไปของฤดูกาล และเมฆฑูต ที่พรรณาถึงท้าวกุเวร เทพเจ้าแห่งขุมทรัพย์
ส่วนวรรณกรรมสำคัญอื่นๆนั้นได้แก่ อุตตรรามจริต ของ ภวภูติ ที่พรรณาเรื่องราวตอนปลายของพระราม รัตนาวลี (สายสร้อยแก้วมณี) ของพระเจ้าหรรษ คีตโกวินท์(เพลงของคนเลี้ยงวัว)ของ ชัยเทว ผู้เป็นราชาแห่งกวีทั้งหลาย เรื่องนี้เป็นกาพย์พรรณาความรักอย่างดื่มด่ำของพระกฤษณะกับนางราธา สาวเลี้ยงวัวแห่งมถุรา หรรษจริต ของพาณ ที่พรรณาเรื่องชีวิตรักของจักรพรรดิหรรษ ในวัยหนุ่ม ในอินเดียโบราณตอนใต้นั้นมี กุราล ของกวีติรุวัลลุวาร พรรณาสาระสำคัญเกี่ยวกับชีวิต คือ การแสวงหาปัญญา ทรัพย์สินเงินทอง และความสุข ติรุวาจคัม ของกวีมาณิกกระวาจคระ ที่พรรณาถึงพระศิวะ ได้ดีที่สุดถึงกับมีคำกล่าวว่า”ใครก็ตามที่ได้อ่านติรุวาจคัมแล้ว ไม่เกิดศรัทธาปสาทะจนถึงกับน้ำตาไหลแล้ว หัวใจของผู้นั้นจะต้องเป็นหัวใจหินแน่เทียว”เป็นต้น
สำหรับนิทานที่เป็นบทเรียนใช้สอนกันแพร่หลายนั้นได้แก่ นิทานชาดกของพระพุทธศาสนา นิทานปัญจตันตระหรือนิทาน๕ หมวด นิทานหิโตปเทศ ของชาวฮินดู กถาสริตสาคร (สาครแห่งนิทาน)ของพราหมณ์โสมเทว นิทานเวตาล ซึ่งนิทานเหล่านี้ได้มีอิทธิพลไปถึงยุโรปนี้ดังปรากฏเป็นนิทานอีสิป ของอีสป(AESOP) ปราชญ์ชาวกรีก นิทานอาหรับราตรี บันเทิงทศวาร ของ บอคคาซิโอ(DECAMERON ของ BOCCACIO) นิทานซานเตอเบอรี่(CANTERBURY ) นิทานลา ฟอนเต(LA FONTAINE )และนิทานของกริมม์( GRIMM) เป็นต้น
ในสมัยราชวงศ์คุปตะระหว่างพ.ศ.๘๖๓–พ.ศ.๑๐๓๓นั้นได้มีตำรับตำราที่เป็นโบราณศาสตร์เกิดขึ้นหลายแขนงมี ตำราตรรกศาสตร์ คณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ แพทย์ศาสตร์ นิติศาสตร์และตำราธรรมศาสตร์ โดยเฉพาะคัมภีร์อรรถศาสตร์ ของ เกาฏิลย หรือ จาณักย อัครมหาเสนาบดีของพระเจ้าจันทรคุปต์ แห่งราชวงศ์เมารายะ(ก่อนคริสตศักราช ๓๒๔–๑๘๗ ปี)ถือเป็นรากฐานกฏหมายสำคัญของชาวฮินดู และมีอิทธิพลไปยังดินแดนอื่นๆด้วย ต่างใช้เป็นต้นแบบของปรัชญาและข้อกำหนดของสังคม นับเป็นคัมภีร์โบราณศาสตร์ ที่เป็นต้นแบบสำหรับประเทศในดินแดนสุวรรณภูมิและเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
ดังนั้นคัมภีร์ต้นแบบนี้นอกจากความเชื่อทางศาสนาแล้ว คัมภีร์ธรรมศาสตร์ ถือเป็นคัมภีร์หลักว่าด้วยหลักกฏหมาย จารีตประเพณีและสิทธิหน้าที่ของคนในสังคมฮินดู คัมภีร์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือ คัมภีร์ธรรมศาสตร์ของมนู และคัมภีร์ธรรมศาสตร์ของ ยาชญวลกย หลักของคัมภีร์นี้เน้นเนื้อสาระที่สำคัญคือ หลักความประพฤติ และปฏิบัติ เรียก อาจาร อำนาจตุลาการเรียก วยวหาร และการลบล้างความผิด เรียก ปรายศจิตต กล่าวกันว่าคัมภีร์ธรรมศาสตร์นี้ ฤาษีจำนวน ๑๘ ตน(มีบางแห่งจำนวนต่างกัน)ได้ช่วยกันรจนาด้วยอำนาจที่พระผู้เป็นเจ้าดลใจให้ ต่อมาได้การยอมรับนับถือว่าเป็นคัมภีร์ที่มีอิทธิพลเหนือระบบกฏหมายของประเทศนั้น
คัมภีร์อรรถศาสตร์ แปลว่า วิชาที่ว่าด้วยการแสวงหาผลประโยชน์ ตำราที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือ ตำราอรรถศาสตร์ของเกาฏิลย หรือ จาณกย (วิษณุคุปต์) ที่ปรึกษาราชการแผ่นดินของพระเจ้าจันทรคุปต์เมารย(เป็นพระอัยกาของพระเจ้าอโศกมหาราช) เมื่อศตวรรษที่ ๔ ก่อนคริสต์ศก กาฏิลย ผู้นี้เกิดในตระกูลพราหมณ์ บิดามารดาตั้งชื่อว่า วิษณุคุปต์ เหตุที่เป็นชาวเมืองจาณัก จึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า จาณักย์ ในสมัยโบราณเป็นผู้ที่ปรีชาสามารถ มีชั้นเชิงในทางการเมืองหาตัวจับได้ยาก ชาวอินเดียขนานนามว่าเป็น MACHIAVELLI ของอินเดีย ในสมัยหนึ่งได้ตั้งตำบลจาณักยปุรีไว้เพื่อแสดงถึงปรากฏการณ์นี้
“โบราณศาสตร์”นั้นเป็นตำรับตำราที่เกิดขึ้นในสมัยโบราณ เป็นศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญต่อราชบัลลังก์และอาณาจักร เพื่อใช้ปกครองดูแลและกำหนดชะตาเมือง ตลอดจนการเสริมอำนาจบารมีแห่งพระมหากษัตริย์ให้ดำรงอยู่เป็นเจ้าชีวิต และอาณาประชาราษฎรประสบแต่ความร่มเย็นเป็นสุข แผ่พระเดชานุภาพให้ไพศาลไปทั่วสารทิศตลอดไป
วิชาการที่เป็นโบราณศาสตร์นั้นจึงเริ่มต้นมาจากอิทธิพลของศาสนาฮินดู ศาสนาพุทธ และศาสนาพราหมณ์ ชื่อของโบราณจารย์จึงมีตำแหน่งสูงส่ง ในดินแดนสุวรรณภูมิโดยเฉพาะอาณาจักรสยามนั้นปรากฏชื่อในศิลาจารึกสมัยสุโขทัยว่า “ปู่ครู” หรือในเอกสารสมัยอยุธยาว่า พระราชครู หรือ พระโหราธิบดี ซึ่งไม่แตกต่างไปจากตำแหน่งพราหมณ์ ปิฏกาจารย์ พระมหาราชครู หรือปุโรหิต หรือ นักปราชญ์ราชบัณฑิต ที่เป็นตำแหน่งสำคัญปรากฏในประเทศอื่น ที่รับเอาศาสนาพราหมณ์ ฮินดูและพุทธศาสนา ไปเป็นหลักในการศึกษาและสั่งสอนอาณาประชาราษฏร์
ประเด็นที่น่าศึกษาต่อไปก็คือเส้นทางเดินของโบราณศาสตร์ชั้นสูงของอินเดียดังกล่าวนี้ได้เดินทางเข้ามาสู่ดินแดนสุวรรณภูมิได้อย่างไร

อารยธรรมโรมัน

ประวัติศาสตร์และอารยธรรมโรมัน

โรมสมัยต้น

โรมก่อตัวจากหมู่บ้านทางภาคกลางของอิตาลี อุปนิสัยของโรมันคือ ความเคร่งขรึมและสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ อย่างช้า ๆ แต่มั่นคง ความสามารถทางทหารของโรมันอยู่ที่ความอดทนมากกว่ายุทธวิธีที่ฉลาดปราดเปรื่อง

ระยะแรกสำหรับประวัติศาสตร์โรมนั้นค่อนข้างมืดมน ราว 750 ปีก่อน ค.ศ. มีผู้อพยพมาตั้ง ถิ่นฐานแถบภูเขาพาเลนไตน์ใกล้แม่น้ำไทเบอร์ ต่อมาประมาณ 600 ปี ก่อน ค.ศ. บรรดาผู้อพยพต่างรวมตัวกันตั้งนครรัฐแห่งโรมขึ้น ทำเลของนครรัฐตั้งอยู่ในที่ซึ่งเหมาะสม เหมาะสำหรับความเจริญของโรมในอนาคตทางเหนือของโรมติดต่อกัยดินแกนที่เรียกว่า อีทรูเรีย คือ ทัสคานีปัจจุบัน อีทรูเนียเป็นที่อยู่อาศัยของพวกที่มีอารยธรรมสูงเรียกว่า อีทรัสกัน ซึ่งเป็นพวกที่วางรูปวัฒนธรรมของชาวโรมันแต่เริ่มแรก

ชาวอีทรัสกันเป็นพวกที่รับอารยธรรมกรีกมาผสมผสานกับอารยธรรมของตนและส่งต่อให้กับโรม การปกครองของโรมในระยะแรกอยู่ภายใต้การปกครองของกษัตริย์ที่มีพื้นเพเป็นอิทรัสกัน ความเป็นผู้นำที่มีความสามารถและมุ่งต่อการรุกราน ทำให้ชาวโรมันเป็นชาติที่ทรงอำนาจเหนือชนชาติอื่น ๆ ในละติอุมชุมชนโรมันเจริญทั้งกำลังและความมั่งคั่ง และแล้วก็ได้มีการสร้างวิหารใหญ่โตตามแบบสถาปัตยกรรมของอีทรัสคันขึ้นบนภูเขาแห่งหนึ่งสำหรับเทพเจ้าจูปีเตอร์ของชาวโรมัน

ในราว 509 ก่อน ค.ศ. ขุนนางโรมันประสบความสำเร็จในการล้มกษัตริย์อีทรัสกัน และเปลี่ยนแปลงระบอบกษัตริย์มาเป็นสาธารณรัฐปกครองโดยชนชั้นขุนนาง มีประมุข 2 คน แทนที่กษัตริย์เรียกว่ากงสุลสภาขุนนาง (สภาเชเนท) เลือกตั้งกงสุลเป็นประจำทุกปี กงสุลปกครองโดยมีสภาขุนนางเป็นที่ปรึกษาการปกครองนั้น แม้จะปกครองในนามชาวโรมันแต่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของชนชั้นสูง คือ แพทริเชียน ส่วนชนชั้นต่ำหรือเพลเบียนนั้น เกือบไม่มีสิทธิทางการเมืองเลย การแต่งงานระหว่าง เพลเบียนกับแพทริเชียนยังเป็นสิ่งต้องห้ามอย่างเด็ดขาดในระยะแรก ๆ

พวกเพลเบียนค่อย ๆ ยกฐานะของตน เพื่อเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครอง ในชั้นแรกพวกนี้รวมกลุ่มกันจัดตั้งสภาที่ปรึกษา ซึ่งต่อมากลายเป็นองค์กรสำคัญทางการเมืองที่เรียกว่าสภาของเผ่า พวกเพลเบียนเลือกตัวแทนของตนเรียกว่า ทรีบูน ให้เป็นปากเสียงและเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของตนในรัฐบาลซึ่งคุมโดยแพทริเชียน ทรีบูนเป็นพวกที่ปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน

เมื่อประมาณ 450 ก่อน ค.ศ. ได้มีการนำกฎหมายที่สืบทอดกันมาตามประเพณีมาเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร คือ กฎหมายสิบสองโต๊ะ กฎหมายนี้ช่วยพิทักษ์บรรดาเพลเบียนให้พ้นจากอำนาจตามอำเภอใจของกงสุลที่มาจากชนชั้นแพทริเชียน กฎหมายสิบสองโต๊ะนี้นับว่ามีความสำคัญมากต่อพัฒนาการทางกฎหมายรัฐธรรมนูญของโรมัน

การพิทักษ์ทางกฎหมาย ทำให้เพลเบียนสามารถจัดการกับเรื่องการจัดสรรที่ดินให้พวกตนได้รับการแบ่งปันบ้าง สภาของเป่าของพวกเพลเบียนได้รับอำนาจในการริเริ่มร่างกฎหมายและมีบทบาทในการปกครองโรมัน ช่วงนี้การแต่งงานกลายเป็นสิ่งไม่ต้องห้าม ต่อมามีกฎหมายที่รองรับให้เพลเบียนมีบทบาทในการปกครองมากขึ้น มาตรการเหล่านี้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโรมไปสู่ระบอบประชาธิปไตย ซึ่งสำเร็จบริบูรณ์ในปี 287 ก่อน ค.ศ.

การแผ่อำนาจของโรมนั้น มีทั้งการเป็นพันธมิตรและการทำสงครามกับพวกที่เป็นศัตรู อาณาจักรของโรมขยายตัวไปเรื่อย ๆ แต่ชาวโรมันมักจะใจกว้างต่อบรรดาชาติอิตาลีที่ตนเข้าปกครอง โดยยอมให้มีการปกครองตนเองมากพอสมควร จึงมักประสบความสำเร็จในการรักษาความสวามิภักดิ์ไว้ได้ ในเวลาต่อมาเมื่อพิสูจน์ว่าคนในปกครองจงรักภักดีก็จะยอมให้เป็นพลเมืองโรมัน ด้วยวิธีการนี้โรมจึงสามารถสร้างจักรวรรดิที่มีอายุยืนยาวกว่าจักรวรรดิเอเธนส์ของเพริเคลส เมื่อประมาณ 265 ก่อน ค.ศ. โรมอยู่ในฐานะที่ทัดเทียมกับคาร์เธจและนครรัฐทายาทของกรีก คือ เป็นหนึ่งในมหาอำนาจของทะเล เมดิเตอเรเนียน



สงครามพิวนิค (264 – 146 ก่อน ค.ศ.)

เมื่อโรมกับคาร์เธจเผชิญหน้ากัน ได้เกิดสงคราม 3 ครั้ง เรียกว่า สงครามพิวนิค (The Punic War, พิวนิคมาจากคำว่า โพเอนุส ในภาษาละติน ซึ่งเป็นคำเรียกพวกฟินิเชียหรือคาร์เธจ) สงครามพิวนิคครั้งแรกเกิดเมื่อ 246 – 241 ก่อน ค.ศ. ครั้งที่สองเกิดขึ้นเมื่อ 218 – 201 ก่อน ค.ศ. สงครามสองครั้งแรกนี้กินเวลานานและรุนแรงมาก โรมพ่ายแพ้ในการรบหลายครั้ง แต่ก็อดทนจนได้ชัยชนะในการรบครั้งสุดท้ายเมื่อ 149 – 146 ก่อน ค.ศ. คาร์เธจเหลือแต่ซาก โรมได้ครองดินแดนอันกว้างใหญ่ของคาร์เธจในอาฟริกา ซิซิลี และ สเปน

ชัยชนะของโรมเหนือคาร์เธจ ยังผลให้โรมมีอำนาจเหนือรัฐอื่นในทะเลเมดิเตอเรเนียน บรรดาอาณาจักรกรีกเฮลเลนิสติคที่แก่งแย่งชิงดีกัน มักของความช่วยเหลือจากโรมให้ช่วยต่อต้านศัตรูของตน โรมให้ความสนับสนุนเพื่อรักษาดุลย์แห่งอำนาจ แต่ต่อมาโรมเข้าปกครองเสียเอง ระหว่างศตวรรษที่ 2 ก่อน ค.ศ. โลกเฮลเลนิสติคส่วนมากอยู่ภายใต้อำนาจโรมันทั้งทางตรงและทางอ้อม ต่อมา 189 ก่อน ค.ศ. โรมได้ชัยชนะอย่างเด็ดขาดเหนือพวกซีลูซีด และปราบปรามแมกซิโดเนียได้ในปี 148 ก่อน ค.ศ. และทำลายเมืองคอรินธ์ ในปี 146 ก่อน ค.ศ. โรมค่อย ๆ เปลี่ยนกรีซให้กลายเป็นมณฑลโรมันภายใต้การปกครองของข้าหลวงแห่งรัฐ อาณาจักรเฮลเลนิสติคที่เหลือไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากจะยอมรับความเป็น ผู้นำของโรมและค่อย ๆ กลายเป็นมณฑลของโรมไปในที่สุด

ในส่วนของโรมนั้น เมื่อเป็นใหญ่เหนือโลกทะเลเมดิเตอเรเนียน ได้เกิดปัญหาในการปรับตัวของรัฐบาลให้เหมาะสมกับการปกครองจักรวรรดิ



การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองระหว่างปี 246 – 146 ก่อน ค.ศ.

ช่วงระยะเวลาระหว่างสงครามพิวนิคทั้ง 3 ครั้ง ได้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของโรม ส่วนหนึ่งของความเปลี่ยนแปลงมาจากความเป็นมาในความมั่งคั่งร่ำรวย และความสำเร็จทางด้านการทหาร ซึ่งค่อย ๆ บ่อนทำลายคุณความดีดั้งเดิมของพลเมือง อีกนัยหนึ่งเมื่อโรมพิชิตกรีกนั้น โรมค่อย ๆ ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของโลกเฮลเลนิสติค ทั้งความฟุ่มเฟือยและความเป็นปัจเจกชนนิยมอย่างเต็มที่ สิ่งเหล่านี้ได้กัดกร่อนความเป็นอนุรักษ์นิยม และการอุทิศตนเพื่อส่วนรวมของคนโรมัน แต่การสูญเสียของโรมก็ได้รับการทดแทนในเรื่องของวัฒนธรรมและภูมิปัญญา โรมได้รับหลักสโตอิคเกี่ยวกับเรื่องภราดรภาพสากลเป็นหลักปรัชญาที่เหมาะสมสำหรับจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่ รัฐบุรุษโรมันหลายคนได้กลายเป็นพวกสโตอิค ส่วนทางด้านการเกษตรโรมได้รับเอาเทคนิคการเกษตรแบบเฮลเลนิสติคเข้ามาด้วย คือ การทำกสิกรรมขนาดใหญ่

การทำกสิกรรมขนาดใหญ่ หรือ “ลาติฟุนเดีย” เกิดขึ้นเนื่องจากการทำสงครามได้นำความมั่งคั่งและทาสจำนวนมากมาสู่ชาวโรมัน อิตาลีทางภาคกลาง และภาคใต้จึงเต็มไปด้วยผืนนาขนาดใหญ่เข้าแทนที่นาอิสระเล็ก ๆ นาอิสระเล็ก ๆ จะผลิตข้าวชนิดต่าง ๆ ส่วนลาติฟุนเดียมุ่งผลิตพืชผลที่ค้ากำไร เช่น องุ่น เพื่อทำเหล้า มะกอกเพื่อทำน้ำมันมะกอก รวมทั้งเลี้ยงแกะ ชาวนาเล็ก ๆ นั้น เมื่อถูกเกณฑ์ทหารบ่อยเข้า ได้ขายที่นาแก่เจ้าของลาติฟุนเดีย และในที่สุดต้องอพยพเข้าเมืองไปอยู่ตามเมืองต่าง ๆ โดยเฉพาะในกรุงโรม ต่อมาคนอพยพที่ว่างงานเหล่านี้จะก่อความไม่สงบหลายครั้ง จนทำให้รัฐบาลหวาดเกรงและใช้นโยบายให้อาหารตลอดจนการบันเทิงโดยไม่คิดมูลค่า จนเป็นการเพาะนิสัยว่าจะต้องได้ “ขนมปังและละครสัตว์”

ในขณะที่โรมต่อสู่กับคาร์เธจนั้น การค้าที่เติบโตขึ้นทำให้เกิดชนชั้นใหม่คือนักธุรกิจและผู้รับเหมางานสาธารณประโยชน์ เมื่อพวกนี้มั่งคั่งขึ้นจะกลายเป็นคู่แข่งของขุนนางสมาชิกสภาเซเนทเจ้าของที่ดิน ชนชั้นใหม่นี้เรียกว่า อัศวิน หรือ “ผู้ขี่ม้า” เพราะพวกนี้สามารถรับราชการในกองทัพโดยเป็นทหารม้ามากกว่าทหารราบ ชนชั้นขี่ม้านี้ปกติจะไม่สนใจการเมืองนอกจากเรื่องที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ของตน ชัยชนะทางทหารและการติดต่อกับโลกเฮลเลนิสติค ทำให้พวกขุนนางเจ้าที่ดินและชนชั้นขี่ม้ามีความเป็นอยู่ที่ร่ำรวยฟุ่มเฟือย ช่วงระหว่างคนรวยกับคนจนก็ขยายกว้างไปเรื่อย ๆ แรงกดดันความไม่สงบในสังคมเริ่มคุกคามเสถียรภาพของสังคมโรมัน

ข้าหลวงและขุนนางโรมันในสมัยนี้ปกครองแบบไม่ยุติธรรมซึ่งต่างจากในสมัยแรก มีการขูดรีดประชาชนประชาชนเพื่อแสวงหาความมั่งคั่งเป็นส่วนตัว การฉ้อราษฎร์บังหลวงนี้ได้รับการลงโทษสถานเบาเพราะผู้พิพากษาบางคนลังเลใจที่จะลงโทษขุนนางชั้นเดียวกับตน และบางคนก็รับสินบน



ความรุนแรงและการปฏิวัติในศตวรรษสุดท้ายของสาธารณรัฐ (133 – 30 ปี ก่อน ค.ศ.)

ท่ามกลางปัญหานั้นได้มีความพยายามที่จะปฏิรูปไทบีเรียส และไกอุส สองพี่น้อง สกุลราสชุส พยายามดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อประชาชน ทั้งสองเคยรับราชการในตำแหน่งทรีบูน แต่ความพยายามของเขาล้มเหลว ตัวของทั้งคู่ถูกฆาตกรรม ไทบีเรียสในปี 133 ก่อน ค.ศ. และไกอุส ในปี 121 ก่อน ค.ศ.

หลังจากนั้นได้มีความพยายามของมวลชนและชนชั้นขี่ม้าที่จะสู้กับพวกสภาเซเนท บรรดาบุคคลทั้งหลายต่างพยายามแสวงหาทางใช้อาชีพทหารในการไต่เต้าขึ้นสู่อำนาจทางการเมือง ผู้บัญชาการทหารมักจะสู้กันเพื่อช่วงชิงความเป็นใหญ่ทางการเมือง เช่น ซุลลากับมาริคุส กองทหารโรมันเวลานี้กลายเป็นหนทางสู่เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ กองทัพมีท่าทีว่าจะเป็นทหารอาชีพและทหารเริ่มอยู่ใต้ผู้บังคับบัญชามากกว่าอยู่ใต้รัฐ ในปี 83 ก่อน ค.ศ. ซุลลาได้ยึดอำนาจและตั้งตนเป็นผู้เผด็จการ หลังจากได้ออกกฎหมายเพื่อเสริมอำนาจให้กับสภาเซเนทแล้วเขาก็ปลดเกษียณ ใช้ชีวิตส่วนตัวอย่างสบบายในคฤหาสน์นอกเมืองที่คัมปาเนีย

ในช่วงทศวรรษที่ 60 ก่อน ค.ศ. ซิเซโร นักปรัชญาการเมืองและนักวาทศิลป์ พยายามรวมสภาเซเนทและชนชั้นขี่ม้าเข้าด้วยกันเพื่อต่อต้านการคุกคามที่รุนแรงขึ้นทั้งของพวกนายพลและมวลชน แต่ซิเซโรไม่ประสบผลสำเร็จด้วยความด้อยสมรรถภาพของสภาเซเนทเอง ผู้นำทางการทหารเด่น ๆ เช่น ปอมเปอี จูเลียส ซีซาร์ ต่างพยายามหาความสนับสนุนจากชนชั้นต่ำ สาธารณรัฐใกล้จะเสื่อมสลายลงไป แต่ก็มีระบอบใหม่ที่ช่วยให้โรมดำรงความยิ่งใหญ่ต่อไปได้ คือ ระบอบปรินซ์ซิเปต



ระบอบปรินช์ซิเปต

เมื่อซีซาร์ประสบการต่อต้านจากซิเซโร ได้หันไปเป็นพันธมิตรกับปอมเปอี และกราซุส เศรษฐีผู้ทะเยอทะยาน บุคคลทั้งสามรวมตัวกันเป็นกลุ่มเหนือกฎหมายที่เรียกว่า “คณะสามผู้นำชุดแรก”

ขณะที่ซีซาร์เดินทางไปรบที่กอล ปอมเปอีและสภาเซเนทร่วมมือกันต่อต้านซีซาร์และกล่าวหาว่าเขาเป็นศัตรูของประชาชน ซีซาร์ยกทัพกลับมาเอาชนะได้ ปอมเปอีหนีไปอียิปต์และถูกมาตกรรมที่นั่น ซีซาร์กลายเป็นผู้เผด็จการ ซึ่งในที่สุดบังคับให้สภาเซเนทมอบอำนาจผู้เผด็จการตลอดชีพให้เขา นอกจากนี้ ยังได้รับตำแหน่งผู้พิทักษ์ทรีบูน รวมทั้งตำแหน่งอื่น ๆ เช่น ตำแหน่ง ปอนนีเฟ็กซ์ แม็กซิมุส (อัครสังฆราช) ในปี 44 ก่อน ค.ศ. เขาได้รับการบูชาเยี่ยงเทพเจ้า

ซีซาร์ใช้อำนาจเผด็จการปฏิรูปสาธารณรัฐทั้งรัฐบาลส่วนกลางและภูมิภาค เขาจัดตั้งอาณานิคมเป็นจำนวนมากเพื่อลดจำนวนคนว่างงาน การปฏิรูปของซีซาร์ทำให้เกิดผลดีต่อประชาชนจักรวรรดิโรมัน แต่เขาดำเนินการกว้างขวางและรวดเร็วเกินไปทำให้เกิดความหวั่นเกรงในสภาเซเนท จนทำให้เขาถูกฆาตกรรม โดยพวกสภาเซเนทหัวอนุรักษ์นิยม เมื่อ 44 ปี ก่อน ค.ศ.

เมื่อซีซาร์ถูกฆาตกรรมได้เกิดการแย่งชิงอำนาจต่อมาอีก 14 ปี ในท้ายที่สุด อ๊อคเตเวียน ผู้เป็นหลานและบุตรบุญธรรมของซีซาร์ได้ชัยชนะ อ๊อคเตเวียน หรือ ออกุสตุส เปลี่ยนโรมจากสาธารณรัฐเป็นจักรวรรดิได้สำเร็จ โดยได้รับการยอมรับจากสภาเซเนท



ยุคของออกุสตุส

ในปี 31 ก่อน ค.ศ. กำลังทางทหารของอ๊อคเตเวียน ทำลายล้างกำลังของ มาร์ค แอนโทนีและคลีโอพัตราที่อัคตีอุม ถัดจากนั้นอีกปีหนึ่ง อ๊อคเตเวียนยาตราทัพเข้าสู่อเลกซานเดรียในฐานะประมุขของดินแดนในทะเลเมดิเตอเรเนียน

อ๊อคเตเวียนปฏิรูปโรมอย่างสมบูรณ์ เขายึดถือว่าความยิ่งใหญ่ที่แท้จริง ไม่ได้อยู่ที่การพิชิตแต่อยู่ที่การเสริมสร้าง อ๊อคเตเวียนครองตำแหน่งสำคัญ ๆ และคุมกองทัพเช่นเดียวกับซีซาร์ เช่น ตำแหน่งพรินเซบส์ (Princeps) หรือพลเมืองโรมันคนที่หนึ่ง ในปี 27 ก่อน ค.ศ. เขาได้รับชื่อใหม่ว่า “ออกุสตุส” ซึ่งมีความหมายเกี่ยวกับการเคารพนับถือระบบการปกครองที่ใช้ คือ ระบอบพรินซิเพท ออกุสตุสใช้ชีวิตที่ง่าย ๆ ไม่ฟุ้งเฟ้อ ยกย่องเกียรติภูมิของเซเนท เขาปกครองโดยรู้สำนึกถึงความคิดเห็นของประชาชนและสภาเซเนท ตลอดจนเคารพจารีต ประเพณี แต่ออกุสตุสก็เป็นเจ้าเหนือหัวที่แท้จริงของโรม ออกุสตุสให้สันติภาพความมั่นคงปลอดภัย ความเจริญรุ่งเรือง และความยุติธรรมรวมทั้งนโยบาย “อาชีพ เปิดโอกาสให้ผู้มีความสามารถ” ความเป็นผู้นำของเขากระตุ้นให้เกิดการมองโลกในแง่ดี ความรักชาติ และการริเริ่มสร้างสรรค์ในด้านศิลปกรรมและวรรณกรรม ยุคนี้เป็นจุดสุดยอดของความเป็นเลิศในเชิงสร้างสรรค์ของโรมและได้รับการยกย่องว่าเป็นยุคทอง



ผู้นำจักรวรรดิหลังยุคออกุสตุส

ออกุสตุสสิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 14 เมื่อมีพระชนม์ได้ 76 พรรษา หลังจากนั้นพรินซิเพท (คือรัฐบาลของพรินเซบส์) รวมศูนย์มากขึ้นและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ระบบราชการขยายตัว และการปกครองส่วนภูมิภาคดำเนินไปด้วยดี อัตราภาษีต่ำและการจัดเก็บมีการประเมินอย่างดี กฎหมายมีมนุษยธรรมมากขึ้น พสกนิกรที่อยู่ห่างไกลได้รับความเจริญรุ่งเรืองและมีสันติสุขอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนด้วยพระปรีชาญาณของออกุสตุส

ในศตวรรษที่ 2 มีการปรับปรุงคุณภาพผู้นำจักรวรรดิ ผู้ปกครองโรมระหว่าง ค.ศ. 96 – 180 ได้สมญาว่า “จักรพรรดิที่ดี 5 องค์” คือ เนอร์วา ทราจัน เฮเดรียน แอนโตนินุส และ มาร์คุส ออเรลิอุส ลักษณะเด่น คือ จักรพรรดิมีความคิด และรับผิดชอบต่อทุกข์ – สุข ของจักรวรรดิ มีการปกครองที่เป็นธรรม รักษาความสงบสุขของพลเมือง ส่งเสริมความก้าวหน้าทางวัตถุและการป้องกันพรมแดนจากการรุกราน จักรพรรดิแต่ละองค์จะไม่ใช้หลักการสืบสันตติวงศ์ทางสายเลือด แต่จะรับชายหนุ่มที่มีความสามารถดีเด่นมาเป็น โอรสบุญธรรมและผู้สืบราชบัลลังก์ (แม้ว่าในทางทฤษฎี สภาเซเนท จะเลือกพรินเซบส์) เมื่อ มาร์คุล ออเรลิอุส จงใจเลือกโอรสคือ คอมโมดุสผู้ไร้ความสามารถขึ้นเป็นจักรพรรดิ ทำให้ยุคที่ยิ่งใหญ่ของความเป็นจักรพรรดิที่ดีสิ้นสุดลง

จักรวรรดิโรมันภายใตต้ระบบพรินซิเพทนี้นับตั้งแต่การเถลิงอำนาจของออกุสตุสจนถึงมาร์คุส ออเรลิอุสนั้นได้ครอบครองดินแดนขนาดใหญ่ ภาระในการป้องกันพรมแดนอันยาวเหยียดตกอยู่กับกองทัพที่ได้รับการฝึกอย่างดี การคมนาคมภายในนั้นมีถนนหนทางที่ดีเยี่ยมซึ่งเชื่อมโรมเข้ากับแคว้นต่าง ๆ เส้นทางการค้าทางทะเลก็ได้รับความคุ้มครองจากกองทัพเรือโรมัน ระยะเวลา 2 ศตวรรษแห่งสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองตั้งแต่สมัยออกุสตุสจนถึง มาร์คุส ออเรลิอุส ได้รับสมญาว่า PAX ROMANA หรือสันติภาพโรมัน

ภายใต้การพิทักษ์ของสันติภาพโรมัน ความรุ่งเรืองทางการค้า สถาบันโรมันและวัฒนธรรมคลาสสิคได้แพร่หลายไปอย่างกว้างขวางทั่วจักรวรรดิโรมัน เมื่อแคว้นที่อยู่ห่างไกลมีความเป็นโรมันมากขึ้น ความหมายของ “โรม” และ “โรมัน” ก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไปจากประชาชนในดินแดนส่วนใหญ่ของอิตาลี ไปจนถึงแคว้นต่าง ๆ ที่ได้สัญชาติโรมันด้วย

โรมันได้พัฒนาเมืองเป็นหน่วยหลักในการปกครอง บางเมืองสามารถพัฒนาตนเองเป็นศูนย์กลางการค้าและหัตถกรรม แต่บางเมืองไม่อาจพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจได้ ส่วนใหญ่เมืองทางตะวันออกจะเจริญทางด้านการค้า และมีอุตสาหกรรมพื้นเมืองขนาดย่อมในตัวเมือง แต่เศรษฐกิจหลักโดยส่วนรวมของโรมัน คือ เกษตรกรรม ทาส จึงมีบทบาทสำคัญยิ่งในการเป็นแรงงาน อย่างไรก็ตามสังคมโรมันรวมถึงชาวนาที่ยากจนและยาจกที่อดอยากเสมอ



ยุคเงิน

ช่วงประมาณระหว่างการสิ้นพระชนม์ของออกุสตุส และมาร์คคุส ออเรลิอุส เป็นที่รู้จักกันว่ายุคเงิน แม้จะไม่รุ่งโรจน์เท่ายุคทองของออกุสตุส แต่ก็สร้างสรรค์ความสำเร็จทางด้านวรรณกรรม ภูมิปัญญา และศิลปกรรมในระดับเยี่ยม วัฒนธรรมและวิทยาการของยุคนี้ได้แพร่หลายออกสู่ภายนอกและภาคใต้ จำนวนผู้อ่านออกเขียนได้ก็เพิ่มมากขึ้นตลอดทั่วจักรวรรดิ

อเลกซานเดรียเองความสำคัญในฐานะนครแห่งการค้าและภูมิปัญญาตลอดช่วงสมัยพรินซิเพท ความสำเร็จในทางภูมิปัญญา มีทั้งเทววิทยาแบบคริสตศาสนา ความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับ ดาราศาสตร์ จักรวาลวิทยา ภูมิศาสตร์ ชีววิทยา และการแพทย์

นอกจากนี้ปรัชญาสโตอิคก็รุ่งเรือง งานเขียนเรื่อง “ความคิดคำนึง” ของจักรวรรดิมาร์คุส ออเรลิอุส เป็นความพยายามแสดงออกซึ่งปรัชญาสโตอิค ที่ทำให้แนวความคิดที่ดีที่สุดของยุคลึกซึ้งและมีเมตตาธรรมเป็นอันมาก



กฎหมายโรมัน

ในบรรดาความสำเร็จทั้งหลายในยุคเงิน พัฒนาการทางกฏหมายดูจะเด่นสุด กฎหมายสิบสองโต๊ะ ค่อย ๆ พัฒนาจนกลายเป็นประมวลกฎหมายที่เหมาะสำหรับจักรวรรดิกว้างใหญ่และฝูงชนที่มีความแตกต่างกับบรรดาบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย รวมทั้งจักรพรรดิได้มีส่วนในการพัฒนากฎหมายของตน และได้รับอิทธิพลจากแนวคิดปรัชญาของกรีก เกี่ยวกับ จุส นาตูราล หรือ “กฎแห่งธรรมชาติ” เกณฑ์ดังกล่าวตั้งอยู่บนพื้นฐานของความยุติธรรมทางการเมืองและสังคม ทำให้กฎหมายของจักรวรรดิมีเหตุผลและให้ความยุติธรรม ถือว่ากฎหมายโรมันนั้นเป็นมรดกที่สำคัญยิ่ง คือ เป็นพื้นฐานของระบบกฎหมายทั้งหลายในยุโรป ปัจจุบันตลอดจนบรรดาอดีตอาณานิคมของยุโรปด้วย



ศาสนาโรมัน

โรมมีเทพเจ้าประจำชาติ แต่ด้วยขันติธรรมทางศาสนา ลัทธิบูชาต่าง ๆ จึงอยู่ได้ในโรมัน บุคคลหนึ่งสามารถนับถือได้หลายลัทธิ สมัยพรินซิเพทเกิดลัทธิบูชาจักรพรรดิ (Cult of Emperor) จักรพรรดิออกุสตุสได้รับการยกย่องบูชาโดยถือเป็นเทพ ลัทธินี้กลายเป็นพิธีกรรมประจำชาติอย่างเป็นทางการเพื่อปลุกใจให้รักชาติมากกว่าเป็นเรื่องทางศาสนา สำหรับชาวยิวและคริสต์แล้วไม่เกี่ยวกับพิธีกรรมดังกล่าวเพราะขัดกับหลักคำสอนทางศาสนา

สมัยออกุสตุส ชาวโรมันเริ่มบูชาเทพเจ้าจากทางตะวันออกในแนวของการไถ่บาปในโลกหน้าเช่น บูชาเทพไอซีสของอียิปต์ เทพมิทราของเปอร์เชีย ฯลฯ ซึ่งเรียกรวม ๆ ว่าเป็นลัทธิหัสยนิยม ลัทธิเหล่านี้ก่อให้เกิดลัทธิสากลนิยมและอัตตาธิปไตยที่เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ก็มีลัทธิเปลโต้ใหม่ (Neo – platoism) โพลตินุสเป็นนักปรัชญาของลัทธินี้ได้เผยแพร่การบูชาเทพองค์เดียวผู้ทรงอนันตภาพไม่มีขอบเขต ลัทธินี้ต่อมาได้สังเคราะห์แก่นสำคัญของลัทธินอกศาสนาอื่น ๆ เข้ามาด้วย

บรรยากาศของลัทธิศาสนาแบบต่าง ๆ นี้ มีผลให้ลัทธิเหตุผลนิยมและมนุษยนิยมของกรีกถูกกลืนเกือบหมดสิ้น สิ่งที่เกิดขึ้นจากลัทธิใหม่ ๆ เหล่านี้คือ โหราศาสตร์ เวทย์มนต์ การหลอกลวงและพิธีกรรมต่าง ๆ ซึ่งครอบงำคนมากย่องกว่าในสังคมกรีก ท่ามกลางบรรยากาศเหล่านี้ คริสตศาสนาได้เกิดขึ้นและได้ชัยชนะเหนือจิตใจประชาชน



คริสตศาสนาในจักรวรรดิโรมัน

คริสตศาสนามีลักษณะที่นำเอาความเชื่อจากลัทธิที่มีมาก่อนมาจัดรวมกัน เช่น แนวความคิดเรื่องความตายและการฟื้นคืนชีพ อย่างไรก็ตามได้มีพื้นฐานต่างจากศาสนาอื่น ๆ อย่างน้อย 2 ประการ คือ ประการแรก คริสตศาสนามีพระเจ้าเพียงองค์เดียว ประการที่สอง พระเยซูนั้นถือเป็นพระผู้ไถ่บาป และเป็นบุคคลในคำพยากรณ์ของศาสนาฮิบรู ทรงเป็นบุคคลร่วมสมัยกับออกุสตุส แต่พระชนม์น้อยกว่า พระเยซูมีปาฏิหาริย์ต่าง ๆ และหลักคำสอนของพระองค์เน้นความรัก ความเห็นอกเห็นใจ และการอ่อนน้อมถ่อมตน การดำรงชีวิตอย่างมีสติ มีเมตตากรุณาต่อเพื่อนและศัตรู พระองค์ทรงเอาพระทัยใส่คนจนและผู้ทอดทิ้ง

การที่พระเยซูทรงวิจารณ์ข้อบกพร่องทางศีลธรรมของบรรดาพระในศาสนายิวผสมกับการที่ทรงอ้างว่าตรัสในนามของพระเจ้า มีผลให้ทรงถูกตรึงกางเขนในฐานะผู้พยายามโค่นล้มระบบการปกครอง

นักบุญปอลอัครสาวกสามารถใส่ความคิดเรื่องภราดรภาพสากลเข้าในศาสนาคริสต์ได้สำเร็จ ทำให้ศาสนาคริสต์แพร่ไปได้มาก มิชชันนารีอื่น ๆ รวมทั้งนักบุญปีเตอร์และอัครสาวกองค์อื่น ๆ ต่างพากันเดินทางจาริกเผยแพร่ศาสนาและรวบรวมกลุ่มจัดตั้งองค์กรทางศาสนาขึ้น

เอกสารทางประวัติศาสตร์ของชาวคริสต์เริ่มมีมากในคริสตศตวรรษที่ 2 และ 3 องค์กรทางศาสนาก็เริ่มเด่นชัดกว่าเดิม มีการจัดลำดับสงฆ์เป็นหลายชั้นลดหลั่นกันลงมา อัครสังฆราชที่อยู่ประจำตามมหานครมีความสำคัญเป็นพิเศษ เช่น ที่โรม อเลกซานเดรีย แอนติออค และต่อมาที่กรุงคอนแสตนติโนเปิลด้วย เมื่อเวลาผ่านไป อัครสังฆราชที่โรมได้รับการยกย่องมากขึ้นจนสูงกว่าองค์อื่น ๆ

แนวความคิดของคริสตศาสนาได้รับการพัฒนาให้ลึกซึ้งตามแนวปรัชญาต่าง ๆ ของกรีกและยิว เช่น ของเปลโต้ สโตอิค และพระคัมภีร์เก่าของยิว แนวความคิดที่ได้รับการตีความเหล่านี้ ส่วนหนึ่งเป็นพื้นฐานให้กับนิกายออร์ธอดอกซ์ อย่างไรก็ตามได้ทำให้คริสตศาสนามีความหมาย และดึงดูดใจปัญญาชนมากขึ้น

การเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในจักรวรรดิโรมันเป็นไปอย่างรวดเร็ว คำสอนและทางรอดในคริสตศาสนาสอดคล้องกับอารมณ์ความรู้สึกของยุค คริสตศาสนาได้รับเอามรดกของวัฒนธรรมโรมในเรื่ององค์กรทางการเมืองและกฎหมายมาใช้ รูปแบบองค์กรของศาสนาคริสต์ในยุคกลางเหมือนกับระบอบการปกครองของจักรวรรดิโรมันนั่นเอง

ในระยะแรก คริสตศาสนิกชนมักตกเป็นเป้าความเกลียดชัง ระแวงสงสัย เพราะการปฏิเสธศาสนาอื่น และไม่ยอมรับนับถือเทพเจ้าของรัฐ ในบางช่วงคริสตศาสนิกชนจึงโดนกวาดล้างขนานใหญ่ เป็นช่วง ๆ แต่ศาสนาคริสต์ก็เผยแพร่ไปไม่หยุดยั้ง แต่เมื่อถึงต้นคริสศตวรรษที่ 4 ศาสนาคริสต์ก็เติบโตเกินกว่าจะทำลายล้างได้แล้ว จักรพรรดิโรมันได้หันมาประนีประนอมกับคริสตศาสนา จักรพรรดิคอนแสตนตินเป็นจักรพรรดิโรมันองค์แรกที่นับถือคริสตศาสนา และเมื่อสิ้นคริสตศตวรรษที่ 4 ประชาชนส่วนใหญ่ก็หันมานับถือคริสต์



โดมิเนท

หลังจากสมัยจักรพรรดิที่ดี 5 พระองค์แล้ว การปกครองที่ไร้ความสามารถของคอมโมดุส (ค.ศ. 180 – 192) ทำให้จักรวรรดิเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย เป็นศตวรรษแห่งเผด็จการทหาร การฆาตกรรมความทรุดโทรมทางเศรษฐกิจและการบริหาร ความผุกร่อนทางวัฒนธรรมและกลียุค

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความไม่สงบในยุคนี้คือปัญหาเรื่องการสืบราชบัลลังก์ นอกจากนี้ยังเกิดโรคระบาด คือกาฬโรค ซึ่งเกิดขึ้นนานเป็นชั่วอายุคน ทำให้ผู้คนล้มตายมาก ทั้งยังประสบกับการรุกรานของอารยชนเยอรมันที่ข้ามพรมแดนแม่น้ำไรน์และดานูบ มาจนถึงอิตาลี ระบบราชการและกองทัพทำให้ต้องเก็บภาษีเพิ่ม ชาวเมืองและชาวชนบทต่างก็หลีกหนีภาษี แต่ละเมืองขอความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจจากจักรพรรดิทีละเมือง ซึ่งโดยปกติแล้ว นครโรมันหลายแห่งก็เลี้ยงตัวเองไม่ได้อยู่แล้ว เมื่อมาประสบภาวะการเก็บภาษีที่เพิ่มขึ้นประกอบกับภาวะเศรษฐกิจภายในจักรวรรดิที่หยุดนิ่ง ทำให้เศรษฐกิจเริ่มทรุดลง ชาวนาทิ้งไร่นา ชนชั้นกลางถูกขูดรีดภาษีอย่างหนักจึงพากันทิ้งเมือง คนที่ยังทำงานอยู่ก็ถูกขูดรีดภาษีหนักขึ้น จักรวรรดิเต็มไปด้วยขอทานและโจรผู้ร้าย สภาพการทางด้านตะวันตกหนักกว่าด้านตะวันออก เพราะศูนย์กลางอุตสาหกรรมอยู่ทางตะวันออก ช่วงระยะทศวรรษ ค.ศ. 260 เป็นระยะที่เศรษฐกิจโรมันต่ำถึงขีดสุดและอนารยชนได้บุกข้ามชายแดนมาทางตะวันออก ขณะนั้นมีจักรพรรดิบางพระองค์พยายามป้องกันรัฐโรมันอย่างสุดความสามารถ ในจำนวนนั้น จักรพรรดิไดโอเคลเตียน (ค.ศ. 284 – 305) และคอนแสตนติน (306 – 337) ได้ใช้อำนาจเอกาธิปไตยอย่างเด็ดขาด จักรพรรดิมิได้เป็นพรินเซปส์ แต่เป็น โดมินุสเอต เดอุส เจ้าผู้ครองนครและเทพเจ้าจึงเรียกยุคการปกครองแบบนี้ว่า “โดมิเนท”

ไดโอเคลเตียนได้แบ่งจักรวรรดิออกเป็น 2 ส่วน คือ ตะวันตกและตะวันออก มีจักรพรรดิสองพระองค์ องค์หนึ่งประทับอยู่ทางตะวันตก อีกองค์หนึ่งทางด้านตะวันออก ทั้งสองพระองค์จะทรงร่วมมือกันเพื่อความอยู่รอดร่มเย็นและช่วยกันป้องกันประเทศ ทั้งสองพระองค์มีตำแหน่งเรียกว่า ออกุสตุส และมีผู้ช่วยเรียกว่า ซีซาร์ ซึ่งจะช่วยปกครองและสืบทอดตำแหน่งของออกุสตุสในที่สุด ทรงแยกอำนาจพลเรือนออกจากทหาร และปฏิรูปกองทัพให้จักรพรรดิคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ สภาเซเนทกลายเป็นเครื่องประดับบารมี และสำหรับปัญหาเศรษฐกิจแก้โดยออกพระราชกฤษฏีกาให้ชาวไร่ชาวนา ช่างฝีมือและพ่อค้าทำงานนั้น ๆ โดยการสืบสกุล และออกมาตรฐานกำหนดราคาสินค้า



ความเสื่อมของจักรวรรดิตะวันตก

สาเหตุที่ทำให้จักรวรรดิโรมันตะวันตกเสื่อมนั้น มีมาตั้งแต่คริสตศตวรรษที่ 3 ในเรื่องเศรษฐกิจสังคม รวมทั้งความวุ่นวายทางการเมือง การฟื้นตัวของจักรวรรดิในสมัยจักรพรรดิไดโอเคลเตียน และคอนแสตนตินนั้น เป็นการฟื้นตัวบางส่วนและเป็นไปเพียงชั่วคราว รัฐโรมันทางตะวันตกมีปัญหามากกว่าทางด้านตะวันออก เศรษฐกิจโรมันเสื่อมสลาย ชนชั้นกลางก็หมดศรัทธาและกำลังใจที่จะร่วมมือกับรัฐ รัฐโรมันกลายเป็นเผด็จการ มีตำรวจคอยสอดส่องอิสรภาพของประชาชน คนในเมืองมักทิ้งเคหสถานและกิจการในเมืองไปอยู่ในที่ดินของตนนอกเมือง แล้วรวบรวมกองทหารส่วนตัวไว้ต่อต้านไม่ยอมจ่ายภาษีให้รัฐชนชั้นสูงที่พากันหลบหนีออกจากเมืองได้กลายเป็นชนชั้นกสิกรต่อมา ระบบ เจ้าขุนมูลนายชนบทของยุคกลางได้เกิดขึ้นด้วยประการฉะนี้ การขาดแคลนกำลังคน ทำให้กองทัพและรัฐบาลต้องรับอนารยชนเผ่าเยอรมันเข้ามา

นับแต่กลางปี ค.ศ. 370 จักรวรรดิโรมันเผชิญกับการรุกรานของอนารยชนเยอรมันครั้งใหญ่เพราะพวกฮั่นรุกไล่อนารยชนเผ่าเยอรมัน พวกวิซิกอธเข้ามาอาศัยในจักรวรรดิ ต่อมาได้ก่อความไม่สงบ และปล้นสะดมหลายครั้ง ที่สำคัญคือการปล้นกรุงโรม ค.ศ. 410 ต่อมาเมื่อ ค.ศ. 430 พวกแวนดัลยึดครองนครฮิบโปสุดท้ายใน ค.ศ. 476 นายพลเผ่าเยอรมันผู้อยู่เบื้องหลังราชบัลลังก์ก็ได้ถอดจักรพรรดิองค์สุดท้ายออก และปกครองโรมเสียเอง เผ่าเยอรมันได้ตั้งอาณาจักรขึ้นทางตะวันตก อย่างไรก็ดีสันตะปาปาแห่งโรมเริ่มมีบทบาทที่อิสระมากขึ้น และมีความสำคัญมากขึ้นในสังคมยุโรป พระสันตะปาปาลีโอที่ 1 (ค.ศ. 440 – 461) และผู้สืบต่อจากพระองค์ ประกาศว่าตำแหน่งสันตะปาปาทรงอำนาจสูงสุดทางศาสนา และศาสนาย่อมอยู่เหนือรัฐทางจิตใจ ซึ่งจะมีผลต่อมาในยุคกลาง

ขณะที่จักรวรรดิโรมันตะวันตกสลายตัวนั้น จักรวรรดิโรมันตะวันออกยังดำรงอยู่ต่อไปจนถึง ค.ศ. 1453

อารยธรรมกรีกโบราณ

อารยธรรมกรีกโบราณได้แก่อารยธรรมนครรัฐกรีก คำว่า กรีก เป็นคำที่พวกโรมันใช้เป็นครั้งแรก โดยใช้เรียกอารยธรรมเก่าตอนใต้ของแหลมอิตาลี ซึ่งเจริญขึ้นบนแผ่นดินกรีกในทวีปยุโรป และบริเวณชายฝั่งตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ด้านเอเซียไมเนอร์ ซึ่งในสมัยโบราณเรียกว่า ไอโอเนีย (Ionia) อารยธรรมที่เจริญขึ้นในนครรัฐกรีกมีศูนย์กลางสำคัญที่นครรัฐเอเธนส์ และนครรัฐ สปาร์ต้า นครรัฐเอเธนส์ เป็นแหล่งความเจริญในด้านต่างๆ ทั้งด้านการปกครอง เศรษฐกิจ สังคม ศิลป วิทยาการด้านต่างๆ รวมทั้งปรัชญา ส่วนนครรัฐสปาร์ตาเจริญในลักษณะที่เป็นรัฐทหารในรูปเผด็จการ มีความแข็งแกร่งและเกรียงไกร เป็นผู้นำของรัฐอื่นๆ ในแง่ของความมีระเบียบวินัย กล้าหาญ และเด็ดเดี่ยว การศึกษาเกี่ยวกับอารยธรรมกรีกโบราณ จึงเป็นการศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับนครรัฐเอเธนส์ และนครรัฐสปาร์ตา
ชาวกรีกเรียกตัวเองว่า เฮลีนส์ (Hellenes) เรียกบ้านเมืองของตนว่า เฮลัส (Hellas) และเรียกอารยธรรมของตนว่าอารยธรรมเฮเลนิค (Hellenic Civilization)(1) ชาวกรีกโบราณเป็นชาวอินโด-ยูโรเปียน ชาวกรีกตั้งบ้านเรือนของตนเองอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ตรงปลายสุดของทวีปยุโรป ตรงตำแหน่งที่มาบรรจบกันของทวีปยุโรป เอเซีย และแอฟริกา เป็นต้นเหตุให้กรีกโบราณได้รับอิทธิพลความเจริญโดยตรงจากทั้งอียิปต์และเอเซีย กรีกได้อาศัยอิทธิพลดังกล่าวพัฒนาอารยธรรมของตนขึ้น โดยคงไว้ซึ่งลักษณะที่เป็นของตนเอง ชาวกรีกสมัยโบราณถือว่าตนเองมีคุณลักษณะพิเศษบางอย่างที่ผิดกับชนชาติอื่น และมักจะเรียกชนชาติว่าบาเบเรียน ซึ่งหมายความว่าผู้ที่ใช้ภาษาผิดไปจากภาษาของพวกกรีก

ที่ตั้งและลักษณะภูมิประเทศ

กรีกในสมัยโบราณ อยู่ทางด้านตะวันออกสุดของยุโรปภาคใต้ ประกอบด้วยดินแดนกรีกบนผืนแผ่นดินหมู่เกาะ
ต่างๆ ในทะเลเอเจียน หรือฝั่งตะวันตกของเอเซียไมเนอร์ ซึ่งนิยมเรียกว่านครรัฐ ไอโอเนียน (Ionian Cities)(2) รวม
เนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 5 หมื่นตารางไมล์ ในจำนวนนี้ดินแดนส่วนใหญ่ คือ ประมาณ 4 ใน 5 คือ ดินแดนกรีกบนผืนแผ่นดินใหญ่ในทวีปยุโรปดินแดนตอนนี้แบ่งออกเป็นภาคใหญ่ๆ ได้ 3 ภาค คือ

1. กรีกภาคเหนือ อันได้แก่ แคว้นมาซีโดเนีย (Macedonia) เทสซาลี (Thessaly) เอไพรัส (Epirus) รวมอาณา
บริเวณประมาณครึ่งของดินแดนกรีกบนผืนแผ่นดินใหญ่ ในสมัยคลาสสิค ไม่นิยมรวมมาซีโดเนียเป็นส่วนหนึ่งของกรีก

2. กรีกภาคกลาง ได้แก่ บริเวณซึ่งเป็นเนินเขาสูง ระหว่างกรีกภาคกลาง และอ่าวคอรินธ์ บริเวณนี้มีสถานที่สำคัญๆ
ในประวัติศาสตร์กรีกอยู่หลายแห่ง เช่น นครเทบีส นครเลฟิ เทอร์มอปิเล (thermopylae) และยอดเขาพาร์นาซุด
(Parnasus) อันเป็นที่สิงสถิตของแอโปโล (Apollo) สุริยเทพ ตรงปลายสุดด้านตะวันออกของบริเวณนี้คือแคว้นอันติก
(Attica) อันมีเมืองหลวงคือนครรัฐเอเธนส์ ที่กำเนิดของศิลปวิทยาการ ปรัชญาและระบอบการปกครองอันมีชื่อเสียง
3. เพลอปปอนเนซุส (Peloponnesus) ได้แก่ บริเวณคาบสมุทร ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของ อ่าวคอรินธ์ บริเวณนี้เชื่อม
ติดกับภาคกลาง และภาคเหนือด้วยคอคอดคอรินธ์ ซึ่งมีความกว้างประมาณ 30 ไมล์ใต้บริเวณคอคอดนี้ลงมาคือที่ตั้งของ
เมืองอาร์กอลิส (Argolis) ซึ่งเป็นศูนย์กลางของอารยธรรม กรีกที่ได้เจริญขึ้นเป็นครั้งแรก ใจกลางของคาบสมุทรแห่งนี้
เป็นที่ตั้งของนครรัฐสปาร์ตา (Sparta) ซึ่งมีชื่อเสียงในด้านการรบและการทหาร เมืองโอลิมเปีย (Olympia) ที่สิงสถิตของ
บรรดาเทพเจ้ากรีกอยู่ชิดกับฝั่งทะเลไอโอเนีย ด้านตะวันตกของคาบสมุทรเพลอปปอนเนซุส

4. ภูเขา ในประเทศกรีกเต็มไปด้วยภูเขา ภูเขาเหล่านี้แบ่งกรีกออกเป็นที่ราบในหุบเขาเล็ก แยกออกจากกันมาก
มาย ภูเขาเป็นอุปสรรคสำคัญในการติดต่อคมนาคมระหว่างคนที่อาศัยตามที่ราบในหุบเขาดังกล่าว ด้วยเหตุนี้ หมู่บ้าน
ตามหุบเขาเหล่านี้จึงมักปกครองตนเองเป็นอิสระต่อกัน คนที่อาศัยอยู่ตามแต่ละหมู่บ้านก็เป็นคนแปลกหน้าซึ่งกันและ
กัน บางครั้งเกิดการสงสัยอิจฉาริษยากัน จนกระทั่งเกิดการทะเลาะวิวาทกลายเป็นสงคราม พวกที่อาศัยอยู่ตามเกาะต่างๆ
ในทะเลเอเจียนก็มีลักษณะแยกกันอยู่เช่นเดียวกัน

5. สภาพพื้นดิน สภาพพื้นดินส่วนใหญ่ของกรีกขาดความอุดมสมบูรณ์ นอกจากนั้นสภาพภูมิประเทศที่เต็มไปด้วย
ภูเขาสูงและเนินเขา ทำให้กรีกขาดดินที่จะเก็บเกี่ยว หว่าน ไถได้ถึง 1 ใน 3 พื้นดิน ที่เหลืออีก 2 ส่วน ถึงแม้จะพอทำการ
เพาะปลูกได้ ก็ต้องอาศัยแรงงานอย่างมากมาย กรีกมีทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์อยู่บ้าง แต่ก็เป็นทุ่งหญ้าที่เหมาะแก่การเลี้ยงแพะ
และแกะเท่านั้น ไม่เหมาะแก่การเลี้ยงสัตว์จำพวกวัวควายหรือม้า บริเวณที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดของกรีก ได้แก่ที่ราบระหว่าง
หุบเขา ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบ กับความอุดมสมบูรณ์ของที่ราบลุ่มแม่น้ำไนล์ หรือแม่น้ำไทกรีส และยูเฟรตีสแล้วก็ด้อยกว่า
มาก

แม่น้ำในกรีกเป็นแม่น้ำสายสั้นๆ ไหลเชี่ยวในฤดูที่มีฝนตกมาก กระแสน้ำจะพัดพาเอาดินอุดมตามเชิงเขาไป ส่วน
ในฤดูแล้งน้ำไม่มีการถ่ายเท แม่น้ำจึงกลายเป็นแหล่งเพาะยุง ด้วยสภาพพื้นดินดังกล่าว เมื่อบ้านเมืองเจริญขึ้น พลเมือง
เพิ่มขึ้น อาหารก็ไม่พอเพียงกับจำนวนพลเมือง ระดับการครองชีพในกรีก จึงค่อนข้างต่ำ อย่างไรก็ตามชาวกรีกสมัยโบราณ
ได้ปรับปรุงตนเองในการมีชีวิตอยู่ในสภาพที่ขาดแคลนได้เป็นอย่างดีและได้สร้างสมอารยธรรมอยู่บนรากฐานของ
เศรษฐกิจที่มั่นคงพอสมควร

6. ทะเลกรีกจัดเป็นประเทศที่มีความสะดวกสบายในทางออกทะเล ส่วนใหญ่ของแผ่นดินมีลักษณะคล้ายแหลมยื่นไป
ในทะเล และส่วนที่ลึกเข้าไปในแผ่นดินไม่ไกลจากทะเลมากนัก ชาวกรีกมีโอกาสมองเห็นทะเลได้จากเกือบทุกๆ ส่วนของ
ประเทศ ประกอบกับพื้นดินแห้งแล้งและขาดความอุดมสมบูรณ์ ชาวกรีกจึงหันเหความสนใจไปสู่ทะเล อนึ่ง ชายฝั่งทะเล
กรีกก็มักเว้าๆ แหว่งๆ ใช้เป็นอ่าวธรรมชาติสำหรับจอดเรือกำบังคลื่นลมได้เป็นอย่างดี และบรรดาเกาะเล็กเกาะน้อย
ในทะเลเอเจียนก็เป็นเครื่องส่งเสริมให้ชาวกรีกแล่นเรือออกไปไกลๆ ไปสู่เอเซียไมเนอร์และดินแดนตะวันออก

นครรัฐ

กรีกโบราณมีรูปแบบการเมืองการปกครองเป็นนครรัฐ ไม่ได้รวมเป็นอาณาจักรที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างเช่นอียิปต์ นครรัฐกรีกเป็นหน่วยทางการเมืองที่มีอธิปไตยอย่างสมบูรณ์ แต่ละหน่วยคือ รัฐอิสระที่ดำเนินนโยบายและตัดสินเรื่องต่างๆ ด้วยตัวเอง กรีกเรียกหน่วยเหล่านี้ว่า โปลิส(1) กรีกประกอบด้วยโปลิสจำนวนมากมาย แต่โปลิสที่สำคัญและมีบทบาทมากในอารยธรรมยุคโบราณ ได้แก่ เอเธนส์และสปาร์ตา
สภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์และภูมิอากาศเป็นปัจจัยส่วนหนึ่งที่ทำให้กรีกแบ่งแยกอำนาจจากกันมากมาย ภูเขาเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการติดต่อระหว่างคนที่อาศัยอยู่ตามที่ราบในหุบเขาดังกล่าว ดังนั้นหมู่บ้านตามหุบเขาเหล่านี้จึงปกครองตนเองเป็นอิสระ คนในแต่ละท้องที่จะจงรักภักดีแต่เฉพาะในเขตของตน เนื่องจากนครรัฐนี้ การปกครองได้มีประชาชนเข้าร่วมด้วยอย่างใกล้ชิด ยังมุ่งจัดการศึกษาเพื่ออบรมจิตใจ สติปัญญา ให้เฉลียวฉลาดทุกด้าน นอกจากนี้ก็มีการอบรมเกี่ยวกับทหาร เด็กผู้ชายชาวเอเธนส์เมื่ออายุ 7 ปี จะต้องไปเข้าโรงเรียน เวลาไปโรงเรียน มีพี่เลี้ยงคอยดูแล พี่เลี้ยงโดยมากเป็นทาส พวกทาสที่เป็นพี่เลี้ยงพาเด็กไปโรงเรียน เรียกว่า เพดาก๊อจ (pedogoge) นอกจากนี้ พ่อแม่ยังมอบอำนาจให้ควบคุมดูแลความประพฤติของเด็กและลงโทษเด็กได้ด้วย คำว่า เพดาก๊อจ ต่อมากลายเป็นคำศัพท์ว่า เพดากอดี้ (pedagogy) ซึ่งแปลว่าวิชาครู ปัจจุบันใช้ว่า education (2)

นครรัฐของกรีกกำเนิดขึ้นเพราะความจำเป็นต้องร่วมกันในการป้องกันภัยจากศัตรู การค้าขยายตัวและประการสุดท้ายธรรมชาติมนุษย์ที่นิยมอยู่ร่วมกันเป็นหมู่ใหญ่ ในขั้นต้นมนุษย์อยู่รวมกันเป็นหมู่เล็กๆ เป็นหมู่ของครอบครัวที่สืบมาจากบรรพบุรุษเดียวกัน เรียกว่าโคตร ตระกูล เมื่อหลายโคตรตระกูลมารวมกันเข้ากลายเป็นหมู่ใหญ่เรียกว่า วงศ์วาน และเมื่อมีหลายวงศ์วานเข้าก็รวมกันเป็นเผ่าพันธุ์ และเผ่าพันธุ์เหล่านี้เข้ามารวมกันอยู่ในนครรัฐ ส่วนการปกครองภายในนครรัฐนั้น ในขั้นต้นราษฎรเลือกหัวหน้าหมู่ขึ้นปกครองดำรงตำแหน่งกษัตริย์ และมีคณะขุนนางอันได้แก่ ราษฎรชั้นสูงเป็นที่ปรึกษา ภายหลังพวกขุนนางก็ชิงอำนาจการปกครองมาไว้ในคณะของตน ครั้นนานวันเข้าเมื่อราษฎรไม่พอใจในการปกครองของขุนนาง ก็ได้ชิงอำนาจปกครองมาอยู่ที่ตนเอง มีลักษณะเป็นการปกครองแบบประชาธิปไตยที่ราษฎรทุกคนมีส่วนในการปกครองนั้น บางนครรัฐก็มิได้วิวัฒนาการการปกครองในรูปประชาธิปไตย แต่มีการปกครองในรูปอื่น เช่น การปกครองแบบคณาธิปไตยหรือโดยชนหมู่น้อย (Oligarchy) การปกครองโดยชนชั้นสูงผู้ดีหรืออภิชน (Aristocracy) และปกครองโดยอำนาจปกครองอยู่ในมือคนคนเดียวคือปกครองแบบทรราชย์ (Tyranny)

สภาวะทางการเมืองและสังคมแบบนครรัฐไม่ส่งเสริมความสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ชาว กรีกทั้งมวลพัฒนาการที่จะนำไปสู่ความเป็นอาณาจักรเดียวกันจึงเป็นได้ยาก อีกทั้งไม่เกื้อกูลในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยในกรณีที่มีการคุกคามจากภายนอก นครรัฐกรีกทั้งปวงแตกต่างกันในการพัฒนาความก้าวหน้า บางนครรัฐอาจเจริญก้าวไปไกลกว่านครรัฐอื่นๆ นครรัฐที่มีขนาดใหญ่และแข็งแกร่งที่สุด คือนครรัฐสปาร์ตา แต่นครรัฐที่เจริญที่สุดและมีอิทธิพลมากที่สุดต่อโลกสมัยต่อมาคือ นครรัฐเอเธนส์

ความเจริญของชนชาติกรีกโบราณ

1. อารยธรรมดั้งเดิมแถบทะเลอีเจียนก่อนพวกกรีกอพยพลงมา
ดินแดนแถบฝั่งทะเลทางตะวันตกของเซียไมเนอร์ (Asia Miner) เกาะต่างๆ ในทะเลอีเจียน (Aegean Sea) และเมืองทางแห่งขุนแหลมกรีกเจริญก่อนที่พวกกรีกจะอพยพมาตั้งแต่ 3000 B.C. พร้อมๆ กันอียิปต์และแถบลุ่มแม่น้ำ 2 สาย ลงมาจนราว 1100 B.C. อารยธรรมแถบนี้รวมเรียกว่า Aegean Civilization

1.1 แถบที่เจริญหน้าที่สุดได้แก่ที่เกาะ Cvete ซึ่งเจริญสูงสุดในระหว่าง 1700-1400 B.C. อารยธรรมที่แบ่งนี้มีชื่อเฉพาะลงไปอีกว่า Minoan Civilization
เมืองที่สำคัญที่เกาะ Crete ได้แก่ Cnassus Knossus ซึ่ง Sir. Arthur Evans ได้ทำการขุดค้นเมื่อราว ค.ศ. 1900 ปราสาทสูงหลายชั้น 3-4 ชั้น มีห้องจำนวนมากและมีห้องใต้ดิน ทางเข้าวกวนมีระบบการระบายน้ำเสีย การประปามีสถานที่สำหรับเล่นกีฬา มีการใช้ Bronze และทำเครื่องปั้นดินเผาแบบโอ่ง ไห ขนาดใหญ่จนถ้วยเล็กๆ ซึ่งมีลวดลายสวยงาม มีการใช้ทอง งาช้าง และเพชรนิลจินดาเป็นเครื่องประดับ มีการวาดภาพตามฝาผนัง มีตัวอักษรใช้เป็นรูปภาพ แบบ Symbolic ซึ่งมีสลักบนแผ่นดิน

1.2 แถบที่เจริญบนแหลมกรีก เมือง Mycenac
ซึ่งเจริญต่อจากแถบ Crete ราว 1600-1100 B.C. ผู้ที่ทำการขุดค้นคือ Heinrica Schliemanr (1870) ปรากฎว่ามีความเจริญทางการก่อสร้างปราสาทมีหอคอยล้อมและมีกำแพงหน้าถึง 10 ฟุต หลุมฝังศพใช้หินก้องใหญ่ มีความร่ำรวยเห็นได้จากการใช้ทอง สัมฤทธิ์ ใช้เงิน ใช้ทองปิดหน้าศพด้วยน้ำทำด้วยทองและเงิน แหวนทอง ดาบ และมีดทำด้วยทองสัมฤทธิ์ พวกกรีกสาขา Achaeans ซึ่งเป็นพวกแรกที่อพยพลงมาจากทางเหนือจะมาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ Mycenae นี้ และจะทำความเจริญให้จนผลที่สุดจะถูกพวก Darians เข้ามาคุกคามเมื่อ 1200-450 B.C.

1.3 เมืองแถบฝั่ง Asia Miner-Trov เจริญในระยะแรกนี้เช่นเดียวกัน Heinrich Schlieman เป็นผู้ขุดค้นพบสถานที่แสดงว่าเคยเจริญมาจริงๆ ได้มีสงครามระหว่างพวกกรีก Myceneans กับ Troy เมื่อราว 1200 B.C. เรียกว่า Trojan War

สภาพภูมิศาสตร์

แหลมกรีกเขตภายใต้ของแหลมบอลข่าน (Balkan) ซึ่งนับตั้งแต่แม่น้ำดานูบลงไปนับเป็นแหลมใหญ่ของยุโรป
ตะวันออกเฉียงใต้ ภูมิอากาศเป็นประเภทเมดิเตอร์เรเนียนอบอุ่นและมีแดดมากกว่าทางเหนือของยุโรป พืช ได้แก่
องุ่น โอลิพ สินค้าที่มีมากแต่โบราณ คือน้ำมันมะกอก เหล้าองุ่น สัตว์ ได้แก่ แพะ แกะ หน้าร้อนไม่ร้อนจัดได้รับลมทะเลอยู่มากเพราะฝั่งทะเลเว้าแหว่ง

ภูมิประเทศมีภูเขาใหญ่น้อยมากมาย มีคอคอดชื่อ Corinth ทางใต้ของคอคอดเป็นแหลมที่มีชื่อแต่โบราณว่า
Peloponnesus Morea ที่ราบมีน้อยแห่ง ที่กว้างขวางคือ Plain of Thessalia เหนือแม่น้ำมีขนาดสั้น
และไหลเชี่ยวไม่สะดวกในการเดินเรือ แนวฝั่งทะเลเว้าแหว่งมาก และมีเกาะมากมายในทะเลทางตะวันออกซึ่งมีชื่อ
ว่าทะเลอีเจียน Aegean Sea ไม่มีส่วนใดของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่จะมีเกาะแหลมและอ่าวมาก
เท่ากับแถบตะวันออกของแหลมกรีก

ผลของสภาพภูมิศาสตร์ต่อความสามารถและการปกครองของชาวกรีก
ความเว้าแหว่งของฝั่งทะเลเป็นที่กำบังคลื่นลม เกาะต่างๆ ช่วยให้เดินเรือต่อออกไปได้ไกล ชาวกรีกแต่โบราณจึงมีความชำนาญในการเดินเรือยิ่งความสามารถนี้จะช่วยให้พวกกรีกรอดพ้นภยันตรายเมื่อถูก
เปอร์เซียนรุกราน ภูเขาเป็นสิ่งกีดกั้นการติดต่อจึงทำให้แยกกันอยู่เป็นหมู่ๆ อย่างเป็นอิสระ แต่ละหน่วยของการ
ปกครองของกรีก เรียกว่า Polis หรือ City state แต่ละหน่วยของการปกครองด้วยตัวเมืองและบริเวณรอบๆ ขนาดของ
Athens ว่า ราว 1,000 ตารางไมล์ Sparta ราว 100 ตารางไมล์ ส่วนสำคัญที่สุดของแต่ละนครรัฐ มักจะอยู่บนเนินเขาสูง
ของเมือง เรียกว่า Acropolis

นครรัฐแต่ละแห่งปกครองตนเองมีกฎหมายของตนเองไม่ค่อยลงรอยกันแก่งแย่งชิงดีกัน แต่ในยามมีศึกจากภายนอกบรรดานครรัฐทั้งหลายก็ร่วมกันรบข้าศึกเมื่อขับไล่ศัตรูไปได้แล้วก็แยกกันดังเดิม

สมัยต่างๆ ในประวัติศาสตร์กรีก

กรีกสมัย Iliad และ Obysocy หมายถึง สมัยเริ่มตั้งประเทศราว 1300 B.C. - 600 B.C. Obysocy ซึ่งเป็นบทประพันธ์แบบมหากาพย์ของ Homer-Homeric Epics สันนิษฐานว่าเขียนราว 900-800 B.C. Homer เป็นนักประพันธ์ตาบอดมีถิ่นฐานอยู่แถบเกาะ Chios มีผู้ตั้งแนวคิดว่ามหากาพย์ทั้ง 2 เรื่องนี้ไม่ใช่ฝีปากของ Homer งานเดิมของ Homer สั้นกว่านี้ แต่มีนักประพันธ์อื่นมาช่วยกันแต่งต่อเติม
IIiad มาจากชื่อ Ilium, Ilion ซึ่งเป็นชื่ออีกชื่อหนึ่งของ Troy มุ่งกล่าวถึงวีรบุรุษในสงครามระหว่างชาวกรีกและชาวทรอย (Trojan War) วีรบุรุษคนสำคัญชื่อ Achilles

มูลเหตุของสงครามเกี่ยวเนื่องกับเทพเจ้าของกรีกในงานเลี้ยงระหว่างเทพเจ้าเนื่องในการสมรส Eris ไม่ได้รับเชิญแต่ก็มาปรากฏตัวในงานพร้อมด้วยนำแอปเปิลทองคำมาประกาศให้แก่ผู้ที่งามที่สุด Hera, Athena และ Aphroldite ซึ่งมีอีกชื่อว่า Juno, Minerva และ Venus ตามลำดับ เป็นผู้ที่มุ่งเข้าแข่งขันกันจะเป็นเจ้าของแอปเปิลทองคำตกลงกันไปให้ Paris เป็นผู้ตัดสินแต่ละองค์ก็พยายามให้รางวัล อำนาจ ความรู้ หญิงงามที่สุด ต่อมา Paris ได้พบกับ Helen มเหสีของ King Menelaus ของ Spurta ซึ่งเป็นหญิงงามที่สุดในขณะนั้น และได้ลักพากลับ Troy โดยมี Aphrodite เป็นผู้ช่วย พวกกรีกทั้งหลายพากันยกทัพตามมาเพื่อนำ Helen กลับคืน ในบรรดาแม่ทัพมี Aganmemnon อนุชาของ Menelaus ผู้เป็นกษัตริย์ของ Mycenae เป็นหัวหน้าสำคัญอยู่ด้วยคนหนึ่ง การรบติดพันอยู่ถึง 10 ปี ไม่แพ้ชนะกันอย่างเด็ดขาด จนกระทั่งมีการคิดอุบายทิ้งม้าไม้ไว้แล้วทำเป็นคอยทัพกลับจึงสามารถตี Troy ได้สำเร็จ
Obysocy เป็นเรื่องของ Obysscus (Ulysses) กษัตริย์แห่ง Ithaca ซึ่งต้องเร่ร่อนอยู่ถึง 10 ปี จึงสามารถเดินทางกลับบ้านเมือง และกลับไปพบ Penelope มเหสีผู้จงรักภักดีได้ Obysseus ถูกลงโทษจากเทพเจ้าที่เข้าข้าง Troy เพราะเป็นผู้คิดอุบายสร้างม้าไม้

จากทั้งสองเรื่องนี้ ช่วยให้เราเข้าใจเรื่องเกี่ยวกับเทพเจ้าของกรีกว่ามีลักษณะคล้ายคลึงกับมนุษย์ แต่มีอิทธิฤทธิ์เหนือกว่า ยังมีอารมณ์รัก โลภ โกรธ หลงและมีความสนใจลงมาเกี่ยวข้องกับมนุษย์ สิงสถิตย์อยู่ที่ภูเขาโอลิมปัส (Olumpus) ซึ่งมีหิมะปกคลุมอยู่เสมอ มีการยกย่องวีรบุรุษจนเป็นเสมือนกึ่งเทพเจ้า มีเรื่องราวของคนธรรมดา การค้าขาย การหาเลี้ยงชีพ การทำไร่ไถนา ลักษณะความเป็นไปของพระเจ้าแผ่นดินของกรีกโบราณด้วย

กรีกสมัยแสวงหาอาณานิคม ราว 800-600 B.C. หลังจากตั้งถิ่นฐานมั่นคงแล้ว แถบช่องแคบ Hellespaont Dardanelles ปัจจุบันเข้าไปยังทะเล Marmara ผ่าน Bospours ออกไปยังทะเลดำ (Black Sea) แถบทางใต้ของอิตาลีและเกาะชิลี ชาวกรีกอพยพไปตั้งถิ่นฐานกันมากมาย จนมีชื่อเรียกว่า Great Greece Magna Graecia เมืองหลายเมืองมีชื่อมาจากชื่อกรีกเช่น Naples มาจาก Neapotis แถบทางใต้ของฝรั่งเศส และตะวันออกของสเปนมีเมืองซึ่งมีชื่อสืบเนื่องมาจากกรีก เช่น Nice มาจาก Nike

สรุปเกี่ยวกับการออกแสวงหาดินแดน คือ มีนิสัยชอบท่องเที่ยวผจญภัย เนื่องจากความไม่อุดมสมบูรณ์ของที่ดิน เครื่องอุปโภคอาจไม่เพียงพอ จำนวนพลเมืองเพิ่มมากขึ้น หลังจากตั้งถิ่นฐานเรียบร้อยแล้ว จึงต้องหาทางระบายพลเมือง หลังจากนี้การค้าขายเจริญขึ้น พวกเจ้าของที่ดินพยายามหาทางปรับปรุงการเพาะปลูก ผู้ที่มีเงินทุนและรู้จักวิธีปรับปรุงก็ร่ำรวยขึ้น พวกที่ทุนน้อย การเพาะปลูกไม่ได้ผลก็ยากจนลงต้องขายที่ดินไปทำอาชีพรับจ้าง สังคมจะซับซ้อนยิ่งขึ้น

อารยธรรมของกรีกสมัยเฮเลนิสติค

ระยะเวลาภายหลังจาก 323 B.C. ยาวประมาณ 300 ปี อารยธรรมกรีก แพร่หลายออกไปนอกแหลมกรีก ทั่วอาณาจักรของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ขยายไว้ อาณาจักรของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ แบ่งแยกเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ ภายหลังจากที่พระองค์สิ้นพระชนม์

1. แถบมาซีโดเนีย (Macedonia) และกรีก เกิดการแก่งแย่งอำนาจในระหว่างแม่ทัพสำคัญๆ ผลที่สุด Antigonus รวมอำนาจได้

2. แถบอียิปต์ (Egypt) ตกอยู่ใต้อำนาจของปโตเลมี (Ptolomy) นับเป็นต้นราชวงศ์กษัตริย์ที่ครองอียิปต์สืบต่อมาจาก 30 B.C. (Ptolemy 306-285 B.C.)

3. แถบเอเซียไมเนอร์ (Asia Minor) รวมทั้งแถบลุ่มน้ำไทกรีส (Tigris) และ ยูเฟรตีส (Euphrates) ถึงอ่าวเปอร์เซีย ศูนย์กลางอยู่ที่เอนทัช (Antioch) อยู่ใต้การปกครองของขุนพลเสเลคัส
(Seleucus) และยังมีอาณาจักรเล็กๆ น้อยๆ ที่ชาวกรีกไปตั้งถิ่นฐานอยู่เอเธนส์ (Athens) ยังคงเป็นศูนย์กลางการศึกษา แต่ศูนย์กลางการค้าค่อยเปลี่ยนไปเป็น เกาะโรส(Rhodes) เมืองอเล็กซานเดีย ( Alexandria) และเมืองเอนทัช(Antioch) อารยธรรมของกรีกแพร่ออกไปยังดินแดนที่ตกอยู่ใต้อำนาจ พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชประชาชนทั้งแถบอียิปต์ (Egypt), ซีเรีย (Syria), ชาเลสไตน์ (Palestine), เอเซียไมเนอร์ (Asia Minor) ไม่ว่าจะเป็นชาว กรีกแท้หรือไม่แท้ล้วนแต่ใช้ภาษากรีกทั้งสิ้น

วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

กามเทพ





เทพอีรอส (Eros) ของกรีก หรือ เทพคิวปิด (Cupid) หรือ เทพอามอร์ (Amor) ของโรมัน ซึ่งเป็นกามเทพ หรือเทพแห่งความรัก ลักษณะที่เราคุ้นเคยก็คือ เทวดาเด็กมีปีกสีขาว ถือธนูคอยยิงศรให้คนเกิดความรักต่อกัน

ความรักครั้งแรกและครั้งเดียวของกามเทพหนุ่มเริ่มขึ้นด้วยความริษยาของเทพีผู้เป็นมารดา เทพีวีนัสนั่นเอง

ครั้งหนึ่งในยุคกรีกโบราณ พระราชากรีกพระองค์หนึ่งมีพระธิดาทั้งหมดสามองค์ พระธิดาองค์พี่ทั้งสองมีความงดงามสะคราญยิ่งนัก แต่ทว่าความงามใดเลยจะมาสู้ธิดาองค์เล็กที่มีนามว่า ไซคี (Psyche) ได้ พระบิดาพระมารดารวมทั้งผู้คนทั่วนครต่างพากันชื่นชมความงดงามของไซคี จนพระพี่นางทั้งสองต่างพากันอิจฉาริษยาไซคีในใจ

แต่ความงามเหนือใครของไซคีนี่เอง ทำให้เรื่องร้ายมาถึงตัว เพราะเทพีวีนัส เทพีแห่งความงามเกิดความริษยาเจ้าหญิงชาวมนุษย์ขึ้นมาจับใจ เพราะพระนางคิดว่าตนคือผู้มีความงามยิ่งกว่าใครมาตลอด แต่ตอนนี้ ชาวเมืองกลับยกย่องไซคีจนล้ำเส้นตำแหน่งพระนาง ของบวงสรวงให้แก่เทพีวีนัสก็ไม่มีเพราะผู้คนต่างไปชมโฉมเจ้าหญิงไซคีกันหมด เทพีวีนัสจึงคิดแผนการร้ายแรงเพื่อทำลายไซคีขึ้นมา เพื่อไม่ให้ผู้ใดใฝ่ฝันถึงนางอีก โดยที่พระนางได้สั่งให้คิวปิดผู้เป็นโอรสแผลงศรความรักให้ไซคีตกหลุมรักชายผู้มีนิสัยชั่วช้าที่สุดในแผ่นดินสักคน หรือบางตำนานก็กล่าวว่า ให้นางหลงรักอสุรกายน่ารังเกียจ แต่จุดหมายก็เพื่อให้เจ้าหญิงไซคีต้องทนทุกข์ทรมาณอย่างสาหัสสมใจพระนาง

แม้จะไม่อยาก แต่คิวปิดก็กลัวแม่และเชื่อฟังมามาตั้งแต่ต้น กามเทพหนุ่มจึงจำยอมทำตามแผนการของเทพีวีนัสอย่างช่วยไม่ได้ คิวปิดบินเข้าในที่ประทับของไซคีเมื่อนางหลับ และเตรียมพร้อมจะยิงลูกศรรักในมือใส่นางตามแผนการ แต่ทว่าด้วยความงดงามของไซคีทำให้คิวปิดถึงกับตะลึงค้างชมโฉมนางอยู่พักใหญ่ และเมื่อไซคีพลิกตัว กามเทพหนุ่มก็สะดุ้งตกใจจนศรรักในมือปักเข้าถูกร่างกายตนเอง ทำให้เป็น คิวปิด ที่หลงรักไซคีจนถอนตัวไม่ขึ้น

คิวปิดต้องพบกับสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะอีกฝ่ายหนึ่งก็คือมารดาที่เคารพรักอย่างสูง แต่อีกฝ่ายก็คือหญิงที่รักสุดหัวใจ สุดท้ายกามเทพหนุ่มจึงขอความช่วยเหลือลับๆจากเทพเจ้าองค์อื่นๆ ในการอยู่กินกับไซคีโดยไม่ให้เทพีวีนัสรู้

แผนการขั้นที่หนึ่งของคิวปิดเริ่มขึ้น ด้วยการขัดขวางไม่ให้มีใครมาสู่ขอไซคี เวลาผ่านพ้นไปนาน พระพี่นางทั้งสองได้ แต่งงาน ออกจากเมืองไป เหลือแต่ไซคีที่ยังเปล่าเปลี่ยวไม่มีใครมาสู่ขอ เพราะต่างก็คิดกันว่านางสูงเกินกว่าจะเอื้อมถึง พระบิดาของไซคีจึงบวงสรวงขอคำทำนายจากวิหารเดลฟีของเทพอพอลโล เพื่อหาคำตอบว่าเนื้อคู่ของไซคีเป็นใคร

แต่คำทำนายที่ได้มากลับทำให้ผู้คนทั่วนครตระหนกอย่างมาก เพราะมันได้กล่าวว่า เนื้อคู่ของไซคีเป็นอสุรกายที่น่าเกลียดน่ากลัวที่ไร้เทียมทานไม่มีผู้ปราบได้ ซึ่งตอนนี้กำลังรอคอยนางอยู่บนยอดเขา และห้ามไม่ให้นางมองดูสามีเป็นอันขาด ทุกคนต่างเศร้าสลดโดยเฉพาะเจ้าหญิงไซคี แต่นางก็ทำใจกับโชคชะตา ชาวเมืองและพระบิดาพระมารดาจัดขบวนส่งเจ้าสาวไปยังหน้าผาด้วยความโศกเศร้า ก่อนจะทิ้งเจ้าหญิงไว้เพียงคนเดียวบนยอดเขา

ไซคียืนอยู่บนหน้าผาด้วยความตระหนกเพื่อรอคอยการมารับของว่าที่สวามี ทันใดนั้น เทพลมเซฟิโรส ซึ่งเป็นลมตะวันออกก็ปรากฏตัวขึ้น และได้บรรจงพัดพาไซคีไปยังยอดขุนเขา ซึ่งมีตำหนักงดงามตั้งอยู่พร้อมกับสาธารณูปโภคครบครัน สวยงามเกินกว่าจะเป็นที่อยู่ของอสุรกายดังคำทำนาย ไซคีใช้ชีวิตอยู่ในตำหนักเพียงคนเดียวจนกระทั่งฟ้ามืด คิวปิดก็มาอยู่กับไซคีตามแบบสามีภรรยา ซึ่งพอแผนการสำเร็จ คิวปิดก็โกหกเทพีวีนัสว่าไซคีพบกับความวินาศตามที่พระนางตั้งใจไว้แล้ว

ทุกคนต่างมีความสุขกับสิ่งที่เกิดขึ้น จนกระทั่งความสงสัยในใจของไซคีเกิดทับถมจนยากจะเก็บ เพราะคิวปิดนั้นมาอยู่กับไซคีในเวลากลางคืนซึ่งมืดมิดมองอะไรไม่เห็น และรีบกลับไปเมื่อฟ้าใกล้สว่าง อีกทั้งความรู้สึกของนางบ่งบอกได้ว่าสวามีไม่ใช่อสุรกายน่าเกลียด ไซคีจึงขอดูใบหน้าที่แท้จริงของคิวปิด แต่กามเทพหนุ่มปฏิเสธ เพราะถ้าความลับแตก ไซคีก็จะเป็นอันตราย จึงขอให้นางสัญญาว่าจะไม่ดูรูปโฉมของเขา เพราะไม่เช่นนั้นเราคงจะไม่มีวันได้พบกันอีก ไซคีจึงให้สัญญา และใช้ชีวิตสามีภรรยากับคิวปิดในความมืดของเวลากลางคืนต่อมา

กระทั่งไซคีมีความต้องการอยากพบพี่สาวทั้งสองเป็นกำลัง คิวปิดอยากจะปฏิเสธแต่ก็เห็นแก่ภรรยา จึงสั่งให้เทพลมเซฟิโรสไปรับพระพี่นางของไซคีมาที่ตำหนัก พี่สาวทั้งสองฉงนกับเรื่องที่เกิดขึ้นมากเพราะคิดว่าน้องสาวตนคงต้องทรมาณกับการมีสามีอัปลักษณ์ แต่ทุกอย่างกลับตาลปัตรไปหมด พี่สาวทั้งสองซักถามถึงรูปร่างลักษณะของสามี แต่ไซคีตอบไม่ได้เพราะไม่เคยได้เห็นหน้าคิวปิด พี่สาวทั้งสองจึงยุให้ไซคีแอบดูโฉมหน้าของสามี และให้มีดแก่นางเพราะถ้าเป็นอสุรกายจริงๆจะได้ฆ่าทิ้งเสีย

ตกดึก คิวปิดก็มาอยู่กับไซคีดังเช่นเคย เมื่อคิวปิดหลับไปแล้ว ไซคีจึงลุกขึ้นจุดตะเกียงส่องดูหน้าสามี ภาพที่ปรากฏคือเทพบุตรหนุ่มรูปงามที่มีปีกขาวสะอาดซึ่งหล่อเหลาคมคายมากกว่าชายใดที่ไซคีเคยรู้จัก นางชมโฉมคิวปิดเพลิน น้ำมันตะเกียงร้อนๆหดรดคิวปิดจนเขาสะดุ้งตื่น คิวปิดโกรธไซคีมากที่ผิดสัญญา จึงได้หนีจากไซคีไป เมื่อไซคีรู้สึกตัวอีกทีก็พบว่านางกลับมาที่วังของตน หาใช่ตำหนักแสนสุขที่ได้อยู่ร่วมกับสามีอีกต่อไป

ไซคีเสียใจมากกับเรื่องที่เกิดขึ้น นางพร่ำโทษตัวเองที่ผิดคำสัญญา นางจึงตัดสินใจละทิ้งบ้านเกิดเมืองนอนเพื่อติดตามหาคิวปิด ซึ่งยากลำบากมากสำหรับผู้หญิงอ่อนบางแถมยังได้รับการเลี้ยงดูแบบเจ้าหญิงอย่างไซคี

แต่พี่สาวทั้งสองของไซคีกลับรู้สึกยินดี พร้อมทั้งไปที่หน้าผาเรียกเทพลมมารับ เพราะคิดว่าคิวปิดอาจจะรับพวกนางเป็นชายาแทนไซคี แต่เพราะเทพลมเซฟิโรสไม่ได้รับคำสั่งให้มา เมื่อพวกนางกระโจนออกจากหน้าผา พวกนางจึงตกเขาตาย

ไซคีซัดเซพเนจรรอนแรมตามหาคิวปิดอย่างยากลำบาก จนพบเข้ากับวิหารเทพีดิมิเทอร์ เทพีแห่งพืชผล ซึ่งของบูชานั้นวางระเกะระกะไม่มีระเบียบเพราะชาวไร่ต่างเหนื่อยล้าจากการทำงาน ไซคีจึงจัดระเบียบของเซ่นสรวงจนเรียบร้อย เทพีดิมิเทอร์พอใจมาก จึงบอกให้ไซคีไปที่วิหารของเทพีวีนัสเพื่อขออภัยโทษ

แต่เทพีวีนัสมีความริษยาแรง จึงหาทางกลั่นแกล้งไซคีต่างๆนานาๆ โดยให้ไซคีแยกเมล็ดข้าว ข้าวบาร์เล่ย์ ข้าวโพด ถั่ว และธัญญาหารชนิดต่างๆ ที่ปะปนอยู่ในฉางแยกออกมาให้เสร็จก่อนค่ำเพื่อให้นกพิราบของพระนางกิน ไซคีถึงกับท้อแท้ใจเพราะนางเป็นแค่หญิงมนุษย์ธรรมดา ไม่มีทางจะทำสิ่งที่เกินความสามารถเช่นนี้ได้แน่นอน

ในขณะเดียวกัน คิวปิดที่คอยเฝ้ามองดูแลไซคีอยู่ห่างๆ ตลอดเวลาก็ส่งมดฝูงใหญ่มาช่วยงานไซคี โดยมดทั้งหมดต่างแยกธัญญาหารอย่างเรียบร้อย และรีบกลับไปก่อนค่ำ

เทพีวีนัสกริ้วมากเพราะรู้ว่าไซคีไม่ได้ทำเอง และคนที่ช่วยเหลือนางก็คือโอรสของพระนางนั่นเอง จึงสั่งให้ไซคีไปเก็บขนแกะทองคำมาให้พระนาง ซึ่งแกะขนทองฝูงนั้นโหดร้ายมาก แต่เทพประจำแม่น้ำก็ช่วยเหลือไซคี บอกเคล็ดลับต่างๆ จนไซคีทำภารกิจที่สองสำเร็จ

เมื่อผู้เป็นสะใภ้สำเร็จภารกิจประทุษร้ายมาได้ทั้งสองครั้ง ทำให้เทพีวีนัสคิดแผนการร้ายกาจที่สุดขึ้นมาได้ โดยรับสั่งให้ไซคีนำผอบไปขอเครื่องประทินโฉมจากเทพีเพอร์ซิโฟเน มเหสีของเทพเฮดีสแห่งยมโลกมาถวายพระนาง ซึ่งหมายถึงการส่งไซคีไปตายนั่นเอง

ไซคีท้อถอยหมดกำลังใจอย่างมากเมื่อรู้ความหมายของเทพีวีนัส นางจึงคิดว่า ดีเหมือนกัน ในเมื่อสามีไม่เหลียวมองตนอีกต่อไปแล้ว ก็ไม่มีประโยชน์อันใดที่จะมีชีวิตอยู่อีกต่อไป ดังนั้น เจ้าหญิงไซคีจึงขึ้นไปยังยอดผาเตรียมตัวกระโดดฆ่าตัวตายไปสู่ยมโลกในทางลัด

แต่ยังไม่ทันที่ไซคีจะทำตามความตั้งใจ คิวปิดที่เฝ้ามองนางอยู่จึงเอ่ยปลอบประโลมนางอย่างอ่อนโยนด้วยความรักและสงสาร ทว่าทิฐิก็ยังทำให้กามเทพไม่ยอมปรากฏกายให้ไซคีเห็น ไซคีได้ยินเสียงปลอบใจปริศนานั้นก็ทำให้มีกำลังใจสู้ต่อ คิวปิดบอกวิธีต่างๆ ในการไปนรกอย่างปลอดภัยให้กับไซคี พร้อมกับย้ำเตือนนางไม่ให้นางเปิดผอบเครื่องประทินโฉมนั้นเป็นอันขาด

ไซคีทำตามที่คิวปิดบอกทุกประการยกเว้นประการสุดท้าย ด้วยความสงสัยอันเป็นพื้นฐานจิตใจมนุษย์ทำให้ไซคีเปิดผอบขึ้นดู ทันใดนั้นควันประหลาดก็พวยพุ่งใส่ไซคี ทำให้นางสลบแน่นิ่งลงไปทันที เพราะแท้จริงแล้วสิ่งในผอบคือ มนตร์แห่งการหลับใหล นั่นเอง

คิวปิดที่รอคอยไซคีอยู่ปากถ้ำยมโลกเห็นไซคีตกอยู่ในอันตรายเช่นนั้นก็รีบเข้ามาหาชายา พร้อมกับรวบรวมมนตร์เก็บในผอบและปลุกไซคีให้ฟื้นขึ้นมา

ไซคีดีใจมากเมื่อได้สวามีอีกครั้งหนึ่ง แต่คิวปิดก็ติเตียนนางเกี่ยวกับความอยากรู้อยากเห็นที่เป็นโทษแก่นางมาหลายครั้งแล้ว ไซคีกล่าวขอโทษ คิวปิดจึงบอกว่านางควรไปทำภารกิจที่ได้รับมาให้สำเร็จเสียก่อน

จากนั้นคิวปิดก็ขึ้นไปบนเขาโอลิมปัส ขอร้องแก่ทวยเทพทุกองค์ให้ช่วยเหลือ โดยเทพซีอุสขอให้เทพีวีนัสเลิกจงเกลียดไซคี และได้ประทานน้ำอมฤตแก่ไซคี เพื่อให้นางกลายสภาพเป็นเทพีอีกองค์หนึ่ง

ท้ายสุด ไซคีและคิวปิดก็มีธิดาด้วยกันหนึ่งองค์คือ เดลิซิโอ (Delicio - รากศัพท์ของคำว่า Delicious) ทั้งสองได้ครองค่อยู่ด้วยกันตราบนานเท่านานและไม่พลัดพรากจากกันอีกต่อไป

ในทางจิตวิทยา ชื่ออีรอสหมายถึงแรงขับของจิตสำนึกที่แสวงหาความสุขแก่ตนเอง